Danse Macabre article in Fine Art Magazine / The art news magazine of Thailand by Pahparn Sirima

นิทรรศการภาพถ่าย Danse Macabre เนปาลผ่านสายตา ‘ผ้าป่าน – สิริมา ไชยปรีชาวิทย์’

หากกล่าวถึงศิลปินถ่ายภาพหญิงชาวไทยรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง เชื่อว่าจะต้องมีชื่อของ ‘ผ้าป่าน – สิริมา ไชยปรีชาวิทย์’ ถูกบันทึกเอาไว้อย่างแน่นอน ด้วยฝีไม้ลายมือการถ่ายภาพแนว Street Photo ขาว-ดำอันเป็นเอกลักษณ์ และงานภาพถ่ายประเภทอื่นๆ ที่เธอสร้างสรรค์ในช่วงขวบปีหลัง ผลงานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าผ้าป่านไม่เคยหยุดพัฒนาศักยภาพด้านการถ่ายภาพ หลังจากเคยฝากชุดภาพที่ตะลุยถ่ายมหานครนิวยอร์กใน NO[W]HERE MAN นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 2556 และทิ้งช่วงไปเกือบสามปี ล่าสุดกลับมาอีกครั้งกับนิทรรศการภาพถ่ายเดี่ยวครั้งที่ 2 ภายใต้ชื่อ Danse Macabre หรือระบำตันตรา นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพประเทศเนปาลจากสายตาที่ซื่อตรงของศิลปิน ในนาทีนี้ Fine Art Magazine จะพาผู้อ่านทุกท่านไปพูดคุยเจาะลึกเกี่ยวกับนิทรรศการครั้งล่าสุดของ ผ้าป่าน – สิริมา พร้อมๆ กัน

ไฟน์อาร์ท: ที่มาที่ไปของคำว่า Danse Macabre คืออะไร

ผ้าป่าน: คำว่า Danse Macabre เป็นภาษาฝรั่งเศส ถ้าเรียกง่ายๆ คือ Dance of Death หรือ ระบำแห่งความตาย ชื่อภาษาไทยของงานแสดงเราคือระบำตันตรา ซึ่งต้องขอบคุณ อาอิ๋ง เค – สมานรัชฎ์ กาณจนะวณิชย์  ผู้ก่อตั้งแกลเลอรีนี้ร่วมกับอามานิต – มานิต ศรีวานิชภูมิ อาอิ๋งรักประเทศเนปาล จนมาเปิดแกลเลอรีนี้ก็ยังตั้งชื่อว่า Kathmandu ทีนี้พออาทั้งสองได้ดูงานของเรา อาอิ๋งก็นึกถึงคำนี้ขึ้นมา อาอิ๋งบอกว่าชุดภาพถ่ายจากเนปาลของเราให้ความหมายที่ตรงกับคำนี้อย่างเป็นอื่นไม่ได้ เราเชื่อมั่นในการจับความรู้สึกของอาอิ๋ง เพราะหลายสิบปีแล้วที่เขาเดินทางไปที่นั่นบ่อยครั้ง เรียกว่าไปเนปาลจนเป็นบ้านหลังที่สอง เขาใช้ประสบการณ์นั้นในการจับความรู้สึกบางสิ่งจากงานของเรา ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นชื่อ Danse Macabre ซึ่งเป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคเก่าแก่ ปรากฏอยู่ในภาพวาด ‘ระบำแห่งความตาย’ สื่อว่ามนุษย์เราควรเฉลิมฉลองในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพราะว่าความตายจะคืบคลานมาเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วเมื่อมันคืบคลานเข้ามา ไม่ว่าคุณจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อยแค่ไหน คุณก็จะพบกับจุดจบเดียวกัน เพราะความตายทำให้ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ถ้าอย่างนั้นเราจงเฉลิมฉลองกับทุกช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่กันเถอะ

ไฟน์อาร์ท: ทำไมจึงเลือกไปประเทศเนปาล

ผ้าป่าน: เราเลือกไปประเทศเนปาลเพราะว่าเดิมทีอยากไปประเทศอินเดีย (หัวเราะ) อินเดียเป็นประเทศนี้ที่มีเสน่ห์น่าเข้าไปทำความรู้จัก แต่เราค้นหาข้อมูลแล้วเห็นข่าวอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นกับผู้หญิงเยอะ เราเลยมองหาประเทศที่มีเสน่ห์ มีจิตวิญญาณ และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คิดว่าน่าจะเป็นประเทศเนปาลนี่แหละ

ไฟน์อาร์ท: เตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปเนปาลอย่างไร

ผ้าป่าน: ก่อนไปประเทศเนปาลเราไม่ได้ศึกษาภูมิหลังหรือเรื่องราวในอดีตสักเท่าไหร่ เพราะตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไปอยู่กับปัจจุบัน ณ ขณะตรงนั้น เพื่อเปิดประสาทสัมผัสให้เข้าใจว่าเนปาลในมุมมองของเราจะเป็นแบบไหน แล้วปล่อยให้ตัวเองเปิดรับทุกสิ่งที่เข้าไปปะทะสัมพันธ์ โดยที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าภาพที่ได้จะต้องเป็นภาพอิฐ ทำมุมตรงนี้ หรือมีเงาตกกระทบแบบไหน เราแค่ถ่ายภาพแล้วคิดว่าเนปาลสำหรับตัวเองเป็นแบบนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตัวเองมีภาพจำเกี่ยวกับภูมิหลัง หรือประวัติศาสตร์ครอบงำความคิดไปก่อน ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะติดกับนิยามที่ว่าเนปาลมีลักษณะแบบที่คนอื่นว่าตามกันมา เราคิดว่าสิ่งที่ได้เห็นจะเป็นยังไงก็จะรับมันให้ได้ทั้งหมด และเมื่อได้มองเห็นความจริงตรงหน้าก็รู้สึกอยากถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่ได้มองเห็น ซึ่งตอนที่ไปตื่นเต้นกับทุกอย่างเลย ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว เห็นถนนและรถราก็ตื่นเต้นแล้ว

ไฟน์อาร์ท: ได้เห็นอะไรในประเทศเนปาลบ้าง

ผ้าป่าน: เราได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ที่อินมากจะเป็นเรื่อง texture และสถาปัตยกรรม เราชอบนั่งมอง ชอบที่ได้เห็นและสังเกตสถาปัตยกรรมต่างๆ บ้านที่มีรูปทรงประหลาด หรืออาคารที่มีความแตกต่างออกไป ที่เนปาลเราชอบ texture ของอิฐที่มีอายุเป็นร้อยๆ ปี ยิ่งไปกว่านั้นการได้เห็นอาคารเก่าๆ ในประเทศนี้ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา อาคารสถานที่ในประเทศเนปาลมักจะมีตรอกอิฐสูงๆ เรารู้สึกเสมือนตัวเองกำลังเดินอยู่ในห้วงอดีต เพราะสถาปัตยกรรมเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนนัก วันหนึ่งถึงแม้คนเราจะตายไป แต่อิฐและอาคารบ้านเรือนเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ เวลาเดินเล่นในเนปาล เราจะรู้สึกว่าเมื่อร้อยปีก่อนเคยมีคนเดินอยู่บริเวณนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษมากๆ

ไฟน์อาร์ท: ไปเยี่ยมเยียนที่ไหนมาบ้าง

ผ้าป่าน: เราเข้าไปอยู่ที่เมือง Kathmandu ประมาณ 2-3 วัน แต่ส่วนมากใช้เวลาอยู่ที่เมือง Patan กับ Bhaktapur ซึ่งเป็นเมืองเก่า ส่วนใหญ่ตึกรามบ้านช่องจะเป็นอิฐ อย่างที่ได้เห็นในภาพถ่ายของเรา บ้านเรือนบางหลังเตี้ยมาก จนแปลกใจว่าคนเข้าไปอยู่กันได้ยังไง บางบ้านกำแพงก็ปูดออกมาเหมือนจะพังแล้ว แต่เขาอยู่แบบนั้น นอกจากสามเมืองที่ว่า อีกเมืองคือ Pokhara จุดรวมตัวของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินเขา trekking มีหลายรูทที่ขึ้นได้ เราเลือกทริประยะสั้น 5 วันเดินขึ้นยอดเขา Poon Hill เป็นการ trekking ระยะสั้นสุด สำหรับคนที่มีเวลาเยอะกว่านี้ก็สามารถวางแผนขึ้นไปได้สูงกว่านี้ อย่างทริป 11 วันขึ้นยอดเขา ABC base camp ก็เป็นเป้าหมายที่เราอยากเดินมาก

ไฟน์อาร์ท: กระบวนการทำงานนิทรรศการ Danse Macabre ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นอย่างไร

ผ้าป่าน: เราเดินทางไปถ่ายภาพประเทศเนปาลเมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว หลังจากถ่ายภาพเสร็จก็เข้าสู่กระบวนการทำภาพทั้งหมด ซึ่งใช้เวลานานหลายเดือน ผู้ชมที่มาดูอาจจะรู้สึกว่าทำไมภาพที่จัดแสดงมีจำนวนน้อย ความจริงแล้วเรามีภาพที่ทำไว้ค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยเรื่องของการคัดเลือกภาพที่เหมาะสมที่สุดมาแสดง การทำภาพแต่ละชุดต้องผ่านการตกตะกอน และการคิดกับมัน ไม่ใช่แค่ว่าพอได้ภาพมาทำเสร็จแล้วจบตรงนั้นเลย เมื่อทำภาพเสร็จเราก็เอามานำเสนอกับทางแกลเลอรี เมื่อตกลงแสดงงาน อามานิตก็เข้ามาช่วย curate พัฒนาไอเดียต่อเพื่อการเล่าเรื่องที่สมบูรณ์ ตัวเราดูแลในส่วนของการจัดการด้านภาพถ่ายเองทั้งหมด ทั้งเลือกภาพ เลือกกระดาษ ปริ้นท์ภาพ ติดตั้งผลงาน และก็ยังมีส่วนของการออกแบบสูจิบัตรและจัดทำโปสการ์ดที่เราได้ทีมดีไซน์จาก DUCTSTORE พี่หมู – นนทวัฒน์ เจริญชาศรี ช่วยดูแลส่วนนี้ให้

ไฟน์อาร์ท: อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพและแสดงภาพมีอะไรบ้าง 

ผ้าป่าน: กล้องที่ใช้ถ่ายภาพเป็นกล้องดิจิตอลตัวเล็กๆ ตัวเดียวกับเลนส์ 2 ตัว เราเลือกพิมพ์ภาพออกมาและจัดแสดงโดยไม่ใส่เฟรม เพราะคิดว่าเข้ากับการแสดงงานที่แกลเลอรี Kathmandu ซึ่งมักจะโชว์ภาพโดยไม่มีกระจกมากั้น สำหรับตัวเราเองมันทำให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับงานมากขึ้นด้วย ทั้งยังสามารถเห็นรายละเอียดของโทนภาพที่ได้ และช่วยแก้ปัญหาที่หลายครั้งภาพถ่ายที่แสดงจะมีเงาสะท้อนรบกวนสายตา ก็เลยเลือกโชว์เปลือยไปเลย ไม่ต้องใส่เฟรม ไม่ต้องมีกระจก ให้ผู้ชมเข้าใกล้ภาพเราได้มากที่สุด

ไฟน์อาร์ท: ตั้งใจเลือกแกลเลอรี Kathmandu ให้สอดคล้องกับชุดภาพจากประเทศเนปาลหรือเปล่า

ผ้าป่าน: เราไม่ได้ตั้งใจและไม่ได้คาดหวังว่าจะได้นำมาแสดงที่แกลเลอรี Kathmandu เลย ช่วงที่เราทำภาพเสร็จ เราก็อยากรู้ว่าจะมี feedback กับงานในมุมมองไหนบ้าง ตอนแรกที่เอางานมาให้อามานิตและอาอิ๋งดู เราไม่กล้าถามด้วยซ้ำว่างานเราจะมีโอกาสได้แสดงที่นี่ไหม แต่ปรากฏว่าพอได้ดูภาพกัน อาอิ๋งก็ชอบผลงานชุดนี้แล้วเอ่ยปากชวนเรามาแสดง ซึ่งจังหวะมันลงตัวมาก เพราะเป็นช่วงครบรอบ 1 ปีที่เราเดินทางไปเนปาลพอดี เราก็โอเคเลย ดีใจมาก ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้เลือกตั้งแต่แรกว่าจะต้องไปถ่ายรูปที่เนปาลแล้วต้องกลับมาจัดแสดงที่นี่ มันเป็นเรื่องของจังหวะมากกว่า แต่ที่สำคัญมากคือบรรยากาศของแกลเลอรีนี้ทำให้คนที่เดินเข้ามารู้สึกราวกับว่าได้ไปเยือนเนปาล แม้กระทั่งสีห้องน้ำที่อยู่ข้างล่าง ผนังหรือบนดาดฟ้า ต้นไม้ที่ปลูก ภาพวาดข้างบน ส่วนประกอบของอิฐและปูน เรายังรู้สึกเลยว่าเหมือนอยู่ที่เนปาล เพราะมวลบรรยากาศทั้งหมดเหมือนที่นั่นมาก ซึ่งลงตัวกับเรื่องราวที่เรากำลังบอกเล่าพอดี

ไฟน์อาร์ท: นิทรรศการครั้งนี้ ใครเป็น Curator และมีวิธีการ Curate ผลงานอย่างไร

ผ้าป่าน: Kathmandu Photo Gallery เป็นแกลเลอรีที่นำเสนอผลงานภาพถ่ายโดยตรง ด้วยความที่เจ้าของทั้งสองท่านเป็นศิลปิน อามานิตเองก็เป็นช่างภาพที่ทุกคนยอมรับนับถือ ลักษณะการคัดเลือกงานของเขาก็จะมีมุมมองของการเป็นช่างภาพอยู่สูง นิทรรศการนี้จึงเป็นการทำงานร่วมกับทางแกลเลอรี เราถ่ายรูปในมุมมองของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อนำงานมาแสดงที่นี้ ก็กลายเป็นการ collaborate ร่วมกันกับทางแกลเลอรี โดยเรานำเอาภาพที่ถ่ายมาบอกเล่าถึงมุมมองและความรู้สึกที่มีต่อผลงานตัวเอง เพื่อแชร์กับอามานิตย์และอาอิ๋งอย่างละเอียด ทั้งสองท่านก็จะสะท้อนว่ามีมุมมองยังไงกับภาพชุดนี้ แล้วก็จะช่วยกันเล่าเรื่องไปด้วย ชื่อนิทรรศการก็เลยได้มาจากอาอิ๋ง เจ้าของไอเดียที่นำสองภาพมาชนกัน เราก็ขอยกเครดิตให้กับอามานิต เพราะเขาพยายามนำเสนอมุมมองของเราออกมาให้เฉียบคมที่สุด ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มานั่งคุยกันว่าตอนไปเนปาล ตัวเองรู้สึกยังไงเวลาเดินถ่ายภาพ ซึ่งสำหรับเราเองรู้สึกถึงเรื่องมิติและช่วงเวลา มิติเวลาของที่นั่นไม่ได้เปลี่ยนผ่านมากนัก เรากำลังเดินเหยียบย่ำไปบนสถานที่อายุหลายร้อยปี มันรู้สึกมหัศจรรย์ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในสถานที่เดิม สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คือโครงสร้างอันเก่าแก่ของเมือง และจิตวิญญาณของบรรพบุรุษที่เสมือนยังคงอยู่ในสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น กลายเป็นมรดกตกทอดที่มีชีวิต เราเป็นเพียงคนนอกที่ผ่านเข้าไปเยือน และหยิบมาบันทึกไว้ด้วยมุมมองของคนยุคปัจจุบัน ก็ได้เล่าประเด็นนี้ให้อามานิตฟัง เขารู้สึกว่าเรื่องที่เล่าควรเอารูปมาต่อกัน ให้เป็นการลวงมิติของช่วงเวลาได้ ภาพที่เลือกมาจึงไม่ได้ต่อเนื่องกัน แต่ Mood และ Tone ของแต่ละเฟรมจะใกล้เคียงกัน

ไฟน์อาร์ท: วิธีการจัดวางภาพถ่ายในนิทรรศการ Danse Macabre

ผ้าป่าน: วิธีการจัดวางถ่ายในนิทรรศการครั้งนี้ จะแบ่งผนังเป็นสองฝั่ง ซึ่งฝั่งหนึ่งเป็นภาพสีขาวดำ อีกฝั่งเป็นภาพสี สาเหตุที่มีภาพขาวดำเพราะเรารักภาพขาวดำมากๆ แต่สำหรับบางภาพสีสันมันจะจับและสร้างความรู้สึกได้มากกว่า เรารู้สึกว่าตัวเองควรจริงใจกับงาน ภาพไหนที่ไม่ได้เห็นเป็นขาวดำตั้งแต่ต้นเราก็จะไม่บิดเบือนผลงานของเรา การแสดงครั้งนี้เลยมีทั้งภาพถ่ายขาวดำและภาพสี

ไฟน์อาร์ท: ทำไมภาพปราศจากแคปชั่น

ผ้าป่าน: ตั้งแต่ถ่ายภาพมาเราไม่เคยตั้งชื่อภาพเลย เพราะเราคิดว่าผลงานไม่จำเป็นต้องมีชื่อมากำกับ การตั้งชื่อภาพหรือแคปชั่นก็มีข้อดีอยู่ แต่เราไม่ได้เลือกทำแบบนั้น เราคิดว่าการดูภาพแล้วก็ตีความด้วยประสบการณ์ร่วมของตัวเองน่าจะสนุกกว่าการที่มานั่งอ่านแคปชั่น เพื่อที่จะอธิบายว่าเราจะสื่อสารอะไร เราอยากให้คนดูไหลไปกับความคิดของเขาอย่างเป็นอิสระ เพราะศิลปินไม่ได้มีอำนาจในการชี้นำใครขนาดนั้น แค่อยากแบ่งปันประสบการณ์ทั้งหมด แล้วผู้ชมสามารถนำไปสอดคล้องกับประสบการณ์ส่วนไหนของเขาก็ได้ เราไม่ได้มีหน้าที่บอกว่าเขาต้องเข้าใจแบบไหน ในภาพเดียวกัน บางคนอาจจะเห็นแล้วกลัว บางคนอาจตลก หรืออาจเศร้า มันมาจากพื้นฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน สมมติว่ามีภาพหนึ่งที่เราตั้งใจว่ามันดูน่ากลัวมาก แต่คนดูกลับตลกแล้วเราจะบังคับเขาได้ยังไง

ไฟน์อาร์ท: เกิดจังหวะที่น่าประทับใจในภาพถ่ายได้อย่างไร

ผ้าป่าน: สำหรับจังหวะที่ลงตัวหรือที่คนบอกว่าน่าประทับใจ จริงๆ เราต้องรออย่างใจจดใจจ่อ วิธีการนี้มาพร้อมกับการถ่ายภาพแบบ street ช่างถ่ายภาพ street บางท่าน เขาจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแล้วก็เก็บภาพนั้นทันที หรือบิดและทำมุมให้เกิดเรื่องราวต่างๆ แต่หลักๆ เลย พอเจอสถานที่ต้องตา ก็จะเฟรมองค์ประกอบที่รู้สึกว่าสมบูรณ์ในแบบที่ต้องการถ่ายทอด เราก็จะรอให้บางสิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เลือก เพราะจะรู้แล้วว่าอยากให้สิ่งใดเกิดขึ้นตรงไหน จากนั้นก็รอให้เกิดขึ้นตามที่ใจหวัง ด้วยการสะกดจิตคนแถวนั้น จงเดินมา… จงเดินมา… ดูเหมือนมีเวทมนต์สุดฤทธิ์เลย แต่จริงๆ ไม่มีนะ (หัวเราะ) เพราะแค่รอเท่านั้นเอง รอเป็นชั่วโมงก็มี แต่เราโชคดีประมาณหนึ่ง อาจมีบ้างที่อกหักในวันนี้ แล้วกลับมาในวันถัดไป แต่ก็ไม่เคยรอทั้งวัน เราคิดว่ามันเป็นการวิเคราะห์และคาดคะเนเหตุการณ์ แล้วสิ่งได้รับก็จะเซอร์ไพรซ์ตลอด การถ่ายภาพตรงนี้ทำให้ได้อะไรหลายอย่างมาก

ไฟน์อาร์ท: จังหวะการถ่ายภาพในประเทศเนปาลครั้งนี้ มีภาพไหนที่น่าเซอไพรซ์บ้าง

ผ้าป่าน: ภาพนกตรงนั้น (ชี้ไปที่ภาพนก) เป็นบ่อน้ำที่ต้องเดินลงไปตรงกลาง ซึ่งบ่อน้ำนั้นไม่มีใครใช้แล้ว เป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน ตรง Durbar Square จะมีบันไดไล่ระดับเดินลึกลงไปเรื่อยๆ แล้วสามารถลงไปตักน้ำได้ ซึ่งตอนนั้นน้ำมันเหือดแห้ง ไม่มีใครลงไปรองน้ำได้แล้ว แต่เรากลับชอบมาก เพราะเดินลงไปแล้วมองเห็นเงาตกกระทบ เห็นแสงที่สาดมาตรงบันได เส้นสายตรงนั้นทั้งหมด ก็เลยเฟรมเป็นภาพที่จะถ่าย จากนั้นคิดในใจว่าอยากได้ภาพคนเดินลงมาสักหนึ่งคน แต่บ้าเหรอ… ใครจะลงมา มีแค่เรานี่แหละที่เดินลงมา ก็เลยรออยู่แล้วคิดว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง สุดท้ายจึงคิดว่าไม่น่าจะมีคนเดินลงมาแล้วล่ะ เราเลยคิดว่าสิ่งต่อไปที่มันจะเกิดขึ้นได้คืออะไรบ้าง จากนั้นนกก็บินเข้ามาในเฟรม กลายเป็นคำตอบให้ภาพ เฮ้ย! แสดงว่า subject ที่มาเติมเต็มพื้นที่ให้สมบูรณ์ก็คือนกไง

ไฟน์อาร์ท: ช่วงเวลาประทับใจจากการเดินทางไปเนปาล

ผ้าป่าน: เราประทับใจในเหตุการณ์น่ารักๆ อย่างภาพสีที่เราถ่ายโรงเรียนมา เกิดจากการเดินไปเจอโรงเรียน แล้วเขาคงคิดว่าเราเป็นเด็ก เลยเนียนไปกับกลุ่มเด็กๆ ซะเลย ตอนที่เข้าไปในโรงเรียนเขาต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งทริปนี้ได้เข้าไปประมาณ 2 – 3 โรงเรียน เขาเชิญชวนให้เข้าไปเดินในโรงเรียนด้วยนะ แล้วพอดีว่าวันนั้นเป็นพิธี Holy Dayเขานำสีมาแต้มที่หน้าผากให้เรา แล้วอวยพรให้เกิดสิ่งดีๆ ให้แก่กัน แล้วที่แปลกใจคือมีครู ซึ่งเหมือนเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่พาเราเดินเข้าทุกห้องออกทุกชั้น เพื่อให้ไปแนะนำตัวว่า Hi everyone, I’m from Thailand. Hi, I’m a photographer from Thailand. แล้วทุกคนก็จะเอาสีมาแต้ม ก็แปลกใจมากว่าทำไมได้รับเกียรตินี้ล่ะ แล้วยังมีอีกโรงเรียนหนึ่งที่เราเนียนไปกับเขา บังเอิญว่าวันนั้นเดินผ่านแล้วได้ยินเสียงคนเล่นกีฬากันอยู่ เลยลองชะโงกหน้าเข้าไปดู ปรากฏว่าเป็นวันกีฬาสี ทุกคนเฮโลกันมาก แล้วคนในนั้นก็เชิญให้เราไปนั่ง ซึ่งก็เลยนั่งเนียนไปกับเด็กๆ จนหลุดไปอยู่ในนั้นเป็นเวลาครึ่งวัน ได้ไปนั่งเชียร์เด็กๆ อย่างสนุกสนาน แต่ก็มาคิด เดี๋ยวนะ! ฉันมาทำอะไรที่นี่ รู้สึกสนุกมาก นอกจากจะเข้าไปทำความรู้จักน้องๆ เรายังซื้อขนมปังและคุกกี้ไปเลี้ยงเด็กๆ ซึ่งทุกคนก็ดีใจกันมาก สุดท้ายก่อนลากันก็ได้ถ่ายรูปรวม มันเป็นเป็นบรรยากาศที่น่ารักของคนที่นั่น เขาเป็นมิตรและพร้อมให้ทุกคนก้าวเข้าไปทำความรู้จัก

ไฟน์อาร์ท: มีเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในทริปไหม

ผ้าป่าน: จะว่าเรื่องแปลกก็ไม่ค่อยใช้ เราขอเล่าเรื่องตอนอาบน้ำดีกว่า คือน้ำไม่ไหล! ถือเป็นความทรมาณที่สุดของทริปเนปาลเลย เพราะอากาศหนาวมาก ช่วงที่เราไปอยู่ที่ Bhaktapur ซึ่งเป็นเมืองเก่า ปกติเราไม่ค่อยนอนโรงแรม แต่จะนอนตามที่พักที่เดินหากันได้เดี๋ยวนั้น ซึ่งก็พักกันแบบราคาถูกๆ สภาพห้องเปล่าๆ มีเตียงแข็งๆ ต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งแต่ละชั้นมีอยู่สามห้อง ตอนที่เราไปอาบน้ำสระผม พักหนึ่งน้ำดันไม่ไหล ซึ่งมันจำเป็นต้องอาบน้ำร้อนเพราะอากาศหนาวมากๆ แค่โดนน้ำมือยังสั่นไม่หยุดเลย แต่กลายเป็นว่าระหว่างที่อาบนั้น น้ำก็เริ่มไหลเบาลงเรื่อยๆ ในขณะที่ฟองยาสระผมบนหัวเรายังไม่หมดเลย สักพัก….น้ำมันก็หยุดไหลสนิท เราเลยพยายามไปเปิดก๊อกน้ำด้านนอก เพื่อเอาน้ำมาล้างหัว เราต้องรอเพื่อที่จะใช้มือรองน้ำเอามาล้างตัวทีละหน พอมันหมดสายตาเราก็หันไปเห็นที่ฉีดก้น แต่ก็คิดว่าไม่นะ ฉันทำแบบนั้นไม่ได้ ยอมทนหนาวแบบนั้น จนกระทั่งเพื่อนส่งเอาน้ำขวดมาให้ล้างตัว เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในระยะเวลาประมาณ 20 นาที แต่เรารู้สึกเหมือน 2 ชั่วโมง ออกมาไข้เกือบขึ้น สั่นไปทั้งตัว

ไฟน์อาร์ท: สไตล์การถ่ายภาพในปัจจุบันเกิดจากองค์ประกอบอะไรบ้าง

ผ้าป่าน: สไตล์ที่เราถ่ายภาพในปัจจุบัน เรามีความสนใจที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงอยู่บ้าง เพราะเราชอบเรื่องแสง เงา และ Composition ของสิ่งต่างๆ  ซึ่งเกิดจากการซึมซับสิ่งที่ได้ดูก่อน เราชอบภาพถ่ายประเภทนี้จากการได้ดูหนังสือภาพต่างๆ ช่วงแรกที่เริ่มดูจะเป็นงาน street ยุค 50-60 หลายคนเรียกกันว่ายุคคลาสสิก ซึ่งบันทึกภาพช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในยุคนั้น สิ่งที่เรารู้สึกว่ามีเสน่ห์มากคือเมื่อช่วงเวลาเปลี่ยนไป ประเพณี วัฒนธรรม การแต่งกาย อาหารการกิน วิถีการใช้ชีวิต ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงหมด ซึ่ง ณ ช่วงที่เขาบันทึกไว้ตัวภาพอาจไม่ได้มีคุณค่าเท่าในปัจจุบัน มันอาจไม่น่ากรี๊ด แต่เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี แล้วรถราแบบเก่าๆ หายไป รถม้าหายไป การแต่งกายที่สวมหมวกทรงสูงหายไป แต่หลักฐานทั้งหมดจะยังคงถูกบันทึกไว้ด้วยภาพถ่าย ซึ่งนี่เป็นสเน่ห์ของภาพถ่ายแนว street เพราะภาพบันทึกสิ่งที่เป็นจริงในช่วงเวลานั้นๆ นึกออกไหม…ถ้าคนต้องการถ่ายภาพแฟชั่นยุค 50 โอเค เราสามารถเซตให้มันเกิดขึ้น แต่มันไม่ใช่ของจริง

ไฟน์อาร์ท: อยากฝากอะไรถึงผู้อ่าน

ผ้าป่าน: อยากฝากนิทรรศการระบำตันตรา จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2559 แกลเลอรี Kathmandu เปิดวันอังคาร – เสาร์ เวลาตั้งแต่ 11 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น ป่านพยายามจะเข้าไปที่แกลลอรีทุกวันเสาร์ การได้แชร์เรื่องราวร่วมกับผู้มาชมน่าจะเรียกได้ว่าเป็นกำไรของการจัดงานแสดงนิทรรศการนะ

Text. ปวรพล รุ่งรจนา

Photo. อนวัชร ดีนอก


Walk on the Wide Side - Vick's weekend x Pahparn Sirima by Pahparn Sirima


Vick's weekend x PAhparn Sirima
'Walk on the Wide Side' Project IV Present - 'A White Ribbon'.

The Jam Factory - gallery
January 15 - 17, 2016
:: 11.00 - 20.00 

Opening Saturday 16
:: 16:30 onwards
Free entry
Xx


VICK’S กับการเดินทางร่วมกับเพื่อนใหม่พร้อมแรงบันดาลใจในวันหยุดสุดพิเศษ 'Walk on the Wide Side' โปรเจคพิเศษกับการร่วมมือกัน ระหว่างแบรนด์ VICK’S x บุคคลที่มีสาขาอาชีพในขอบเขตของการทำงานสร้างสรรค์แขนงต่างๆ รวมไปถึงบุคคลที่มีความน่าสนใจ และเป็นที่น่าติดตาม 

กับโปรเจคที่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะและการสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ ศิลปินแต่ละท่านพร้อมจะนำพาจินตนาการของเราไปสู่การค้นพบ แสวงหา และเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ

ในโปรเจคพิเศษนี้ VICK’S ได้คัดสรรเหล่าศิลปินที่น่าสนใจเข้ามาร่วมเล่าถึงประสบการณ์ อารมณ์ความรู้สึกของผู้สวมใส่ VICK’S ในรูปแบบเฉพาะตัวของแต่ละท่าน ผ่านผลงานภาพถ่ายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งประกอบไปด้วย

i     นฤเบศ วาดวารี   -  Artist / Photographer
ii    ศุภชัย เพ็ชรี่    -  Visual Design
iii   สุขุม นาคประดิษฐ์   -  Artist
iv   สิริมา ไชยปรีชาวิทย์   -  Photographer / Editor
v    เอกกมล ธีปฏิกานนท์   -  Barista
vi   Yellow Fang   -  Artist

ด้วยเพราะ VICK’S เชื่อมั่นว่าชีวิต คือการออกเดินทางเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ และนำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาปรับใช้กับทุกย่างก้าวของชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่การเดินทางของ VICK’S และเพื่อนร่วมทางอีก 6 ท่าน จะนำมาซึ่งการผสมผสานสิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


interview - SIAM STREET NERDS by Pahparn Sirima

sdim0046.jpg

สัมภาษณ์พิเศษแบบเนิร์ดๆผ้าป่าน สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ในสถานะของช่างภาพสตรีท

ต้องยอมรับว่า ก่อนจะมาสัมภาษณ์ครั้งนี้ เรารู้จักผ้าป่านว่าคือหนึ่งในช่างภาพสตรีทกลุ่ม Street Photo Thailand ผ่านการเวิร์คชอปที่เราเข้าร่วมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มากกว่าในสถานะอื่นๆ คือเราอาจจะเป็นมนุษย์ที่เสพสื่อน้อยเกินไปหรือยังไงไม่รู้ แต่ในเวิร์คชอปครั้งนั้น สิ่งที่เรามองเห็นคือ ผู้หญิงที่มีมุมมองด้านการภาพถ่ายสตรีทที่แหลมคมผ่านการคอมเม้นงาน มากกว่าตัวตนในด้านอื่นๆ

จนเราเริ่มมาทำบล็อก สยาม.มนุษย์.สตรีท ชื่อของผ้าป่านอาจจะเป็นชื่อที่หลายๆคนรู้จัก แต่กลับยังไม่เคยมีใครได้เห็นมุมมองด้านการถ่ายสตรีทที่ลึกซึ้งจากบทสัมภาษณ์ไหนก็ตาม ที่จะบอกเล่าความเนิร์ดในการถ่ายภาพของ ผ้าป่าน สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ได้ชัดเจนมากพอ นี่ก็เลยเป็นที่มาของการสัมภาษณ์ในวันนี้

เราเลยคิดว่าจะทำหัวโล่งๆ เข้าไปสัมภาษณ์ผ้าป่าน ตั้งคำถามในแบบที่เนิร์ดสตรีทด้วยกันอยากจะรู้ โดยที่ไม่ทำการบ้านใดๆมาก่อน นอกจากพกความเนิร์ดเข้าไปคุยกันโท่งๆเลย

SSN : เริ่มต้นที่เรื่องแรกก่อน จุดไหนที่รู้สึกว่าตัวเองชอบหนังหรือถ่ายรูปอะไรแบบนี้ ถึงเลือกที่จะไปเรียนภาพยนตร์

ผ้าป่าน : จริงๆตอนที่ป่านเรียน เรียนทำภาพยนตร์โดยตรง โปรดักชั่นโดยตรง ไม่จับกล้องเลย

SSN : แสดงว่าเริ่มต้นนี่ไม่มีการถ่ายรูปอยู่ในหัวเลย

ผ้าป่าน : ไม่เกี่ยวเลย กลัวกล้องมาก ตอนเริ่มถ่ายนี่คือเริ่มใช้กล้อง Bolex ถ่ายตอนเรียน ใช้กล้อง DSLR ถ่ายโปรเจคจบ เอาจริงๆคือ โฟโต้ที่เรียนตัวแรกให้เพื่อนถ่าย (หัวเราะ) มีถ่ายเองด้วย มันต้องเข้าห้องมืดไงคะ เราอ่ะสนุก เข้าห้องมืด เราชอบ แต่ตอนถ่ายมันจะมีงานชิ้นนึง เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ตอนนั้นต้องใช้ฟิล์มถ่ายเพื่อไปล้างในห้องมืดอย่างเดียว ก็เลยฝากกล้องเพื่อนไปถ่ายด้วย คือเราไม่ได้สนใจจริงๆ สนใจแต่กระบวนการห้องมืด แต่ไม่สนใจกระบวนการถ่าย แล้วเราก็ไม่ได้ชอบความเป็นดิจิตอลด้วย คอมก็ไม่จับ ทุกวันนี้ Photoshop ก็ยังใช้ไม่เป็น

SSN : แสดงว่ามีความสนใจจากหนังอย่างเดียว

ผ้าป่าน : ใช่ค่ะ ตอนที่ทำหนังก็เขียนบท กำกับอย่างเดียว

SSN : ความสนใจในหนังเริ่มมาตั้งแต่?

ผ้าป่าน : ก็จากที่ชอบดู มันก็ค่อยๆลึกขึ้นเรื่อยๆนะ จำได้เลยตอนที่รับน้อง รุ่นพี่ถามว่าชอบหนังอะไร ตอบว่า “SAW” (หัวเราะ) โคตรอายเลย คือวัยนั้นไง ถูกดึงดูดด้วยไอเดียมันๆแรงๆ รู้สึกว่าศาสตร์ของภาพยนตร์มันสร้างโลกอีกโลกนึง เราก็เลยสนใจที่สร้างโลกนั้น พอเข้ามาเรียนปุ๊ปก็ดูเยอะมาก ป่านเป็นคนดูหนังน้อยกว่าคนอื่นๆในรุ่นนะ แต่เป็นคนที่ดูแล้วเก็บดีเทลเยอะมาก

SSN : หนังที่ชอบ ผู้กำกับที่ชอบคือ?

ผ้าป่าน : ชอบแนวดราม่า ผู้กำกับคือ Michael Haneke ค่ะ แต่ไม่ได้ทำให้ดูอาร์ตอะไรนะ เราออกตัวก่อนคือเราดูหนังอินดี้ไม่เป็นด้วย ไม่ได้อินขนาดนั้น หนังที่เมนชั่นขึ้นมามันไม่ใช่ดราม่าน้ำตาแตก คำว่าดราม่ามันคือความจริงที่เกิดขึ้นบนโลก แต่ถูกมานำเสนอในรูปแบบหนัง อย่างผู้กำกับที่ชอบ เรารู้สึกว่าเค้าสามารถดึงส่วนด้านมืดของมนุษย์ออกมาได้ แล้วนำเสนอได้ดี เหมือนทุกคนมีสิ่งนี้อยู่ แต่ด้วยวัฒนธรรมประเพณี บลา บลา.. ทำให้สิ่งพวกนี้มันลดลง

The Piano Teacher หนึ่งในหนังของ Michael Haneke ที่บอกเล่าเส้นศีลธรรมอันบอบบางของมนุษย์

The Piano Teacher หนึ่งในหนังของ Michael Haneke ที่บอกเล่าเส้นศีลธรรมอันบอบบางของมนุษย์

SSN : ทิศทางพวกนี้คือมันส่งผลให้ภาพถ่ายของป่านมันออกไปทาง “นัวร์” (หนังโทนดาร์คๆ มักเป็นหนังขาวดำ ที่ค่อนข้างพูดถึงด้านมืดของมนุษย์) อะไรแบบนี้หรือเปล่า?

ผ้าป่าน : เออเราว่ามันเป็นความชอบทั้งหมดเลย สั่งสมกันมาจนกลายเป็นสิ่งนี้ คือเราพูดยากมากเวลาคนถาม ทำไมต้องถ่ายขาวดำ ทำไมชอบภาพขาวดำ มันยากมากที่จะอธิบายให้ตรงตัวขนาดนั้น เราก็ตอบไม่ได้ 100% ว่ามันมาจากหนังหรือเปล่า แต่เราคิดว่าทุกอย่างมันมีส่วนทั้งหมด การฟังเพลง อ่านหนังสือ

SSN : ทีนี้มันตกตะกอนยังไง ถึงกลายมาเป็นการถ่ายรูป

ผ้าป่าน : มันเริ่มต้นจากได้กล้องมาค่ะ (หัวเราะ)

SSN : กล้องตัวนั้นคือ?

ผ้าป่าน : Diana F+ ก็เริ่มถ่ายจากกล้อง Lomo เอาจริงๆตอนนั้นความรู้เป็นศูนย์มาก เพราะโดดเรียน (หัวเราะ) ไม่ได้โดดเรียนแบบนั้นนะ เห็นแบบนี้เกียรตินิยมอันดับ 1 นะ (หัวเราะ) คือวิชาไหนต้องเข้าเราก็เข้านะ เป็นเด็กเรียน คือตอนเรียนนี่จำได้หมดเลยนะ แต่พอจะใช้จริงๆยังปรับ F stop อะไรไม่เป็นอยู่เลย ตอนที่ได้กล้องมาก็ไม่รู้ว่าต้องใช้ฟิล์มอะไร รู้แต่เค้าบอกว่าต้องใช้ฟิล์มอันยาวๆนี่นะ มันจะไม่ได้ 36 ภาพ มันจะได้ 12 ภาพ .. แพงมาก.. ตอนนั้นม้วนนึง 90 บาท ล้างอีก 200 โอ้โห แพงว่ะ ทริปแรกตอนนั้นไปญี่ปุ่นเลย ตอนนั้นมันยังไม่มีสมาร์ทโฟนเนอะ คนก็จะไม่ได้ถ่ายรูปกันเยอะแยะ จำได้ว่าแว่บแรกใส่ฟิล์ม อ่าวเคยเห็นป่ะป๊าใส่งี้ คิดว่าเหมือนฟิล์ม 36 รูป เฮ้ยไม่ใช่ เปิดมาเป็นกลัก ทำยังไงวะ ต้องเปิด Youtube ค่ะ ม้วนแรกเจ๊งหมดเลย หมุนจนหมดม้วน เสียทั้งอัน (หัวเราะ) แล้วเอาฟิล์มไปแค่ 4 ม้วนแล้วตายไปแล้วม้วนนึง ที่เหลือถึงจะใส่ถูก สามม้วนที่ถ่าย ก็เอากลับมาล้าง… ชอบ…  ถ่ายแบบไม่คิดอะไรเลยอ่ะค่ะ

SSN : ตอนนั้นเรียนจบหรือยัง?

ผ้าป่าน : ยังไม่จบนะ ตอนนั้นช่วงปี 4 แล้ว ถ่ายแล้วก็เอากลับมาดู ชอบแบบที่ตัวเองถ่าย เฮ้ยสวยดีว่ะ ชมตัวเองใหญ่เลย (หัวเราะ) ให้เพื่อนดู เพื่อนก็บอกว่าเฮ้ย ถ่ายสวยนี่หว่า ม้วนแรกๆเหรอ เอาไปลงใน 2how สิ เราก็เอาไปลง ณ โมเม้นนั้นน่ะคือมันมีคนที่ชอบน่ะ ป่านรู้สึกว่าอันนี้มันเป็นสิ่งที่สำคัญอันนึงที่มันจุดประกายใครหลายๆคน เท่าที่คุยมาทุกคนจะบอกว่า เหมือนพอเราทำอะไรสักอย่างแล้วมีคน Cheer Up เราน่ะมันจะรู้สึกว่า “ฉันทำได้” ตอนแรกทุกคนอาจจะลังเลว่าชอบหรือไม่ชอบ และมันคือการทดลอง แต่ถ้า Feedback มันมานิดนึงน่ะ มันจะไปต่อได้ แต่ถ้ามาแบบ ไร้พรสวรรค์ว่ะ มันก็จะจบแค่นั้น

SSN : จุดไหนที่มันรู้สึกถึงการพัฒนา?

ผ้าป่าน : ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น แค่รู้สึกสนุกและเปลืองเงิน เพื่อนก็เลยบอกว่า เปลี่ยนมาใช้ไอโฟนมั๊ย จะได้ไม่เปลืองตัง Format เป็น Square (สัดส่วนภาพเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส) ด้วยนะ อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยน คือ Instagram

SSN : แล้วความจริงจังอีกสเตปนึงน่ะ เราเคยเห็นป่านใช้ Rolleiflex มันเริ่มต้นยังไง?

ผ้าป่าน : คือมันเหมือนสเตปที่ค่อยๆมา พอป่านมาเล่น Instagram มันเหมือนได้เห็นความชอบตัวเอง รูปแรกๆเป็นสีหมดเลยค่ะ ไม่ได้เป็นขาวดำ แต่เรามาสังเกตว่าคนที่เราไป Follow เค้า ฝรั่งที่เราไป Follow เค้า ยุคนั้นไม่มี Selfie นะ ทุกคนถ่ายงานจริงๆ เฮ้ยมีแต่ภาพขาวดำว่ะ ทำไมวะ เลยย้อนกลับมาหาตัวเอง แสดงว่าเราชอบ เออ งั้นลองมาทำขาวดำ ก็เลยทำ เลยอิน แบบนี้ Contrast จัด แบบนี้เรียกว่าโน่นนี่นั่น ค่อยๆศึกษา แต่งรูปทีนานมาก จริงจังไปไหน (หัวเราะ) ไม่มีใครมาสนใจ แต่เราไม่แคร์ไง เรารู้แต่ว่านี่คือ Gallery เรา

แล้วก็พี่มาชวนแสดงงาน โดยเอารูปจาก Instagram ไปแสดงงาน อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับป่าน เอาไปปริ๊นท์ แล้วรู้สึกความละเอียดมันไม่ใช่น่ะ ไม่ใช่แบบที่เราคิด แล้วเราเป็นคนเรื่องมากมาก คือไม่รู้หรอกว่าสวยคืออะไร รู้แค่ว่ามันยังไม่ใช่ที่ตัวเองคิด ก็เลยเปลี่ยนมาซื้อกล้อง แล้วเริ่มถ่ายรูปจริงๆ

SSN : ช่วงเวลานั้นน่ะ มันไปเชื่อมถึงการที่มองงานสตรีทหรือยัง?

ผ้าป่าน : ไม่เลยค่ะ แรกๆที่ป่านถ่ายคือสิ่งที่มันนิ่งๆ ไม่มีคน ไม่ชอบถ่ายคน ถ่ายต้นไม้ เสาไฟฟ้า ถ่ายแต่ Object ที่แบบมีแสงสวยๆ ไม่ได้มาสตรีท แต่ทุกอันในนั้นมันอยู่ตามท้องถนนนี่แหล่ะ เกิดขึ้นจริงๆ ป่านเป็นคนไม่เซ็ตอะไรเลย ไม่ใช่แนวนั้นตั้งแต่แรก เป็นแนวสังเกต

SSN : ซึ่งจริงๆลึกๆมันก็คือสตรีทอย่างหนึ่ง

ผ้าป่าน : ใช่ๆ มันก็คือพื้นฐานของสตรีท แล้วก็มีพี่คนนึงเปิดงานสตรีทให้ดูค่ะ ตอนนั้นน่ะ มันเป็นยุคที่ iN-PUBLIC ก็ยังไม่ได้ดังในเมืองไทยเลยอ่ะ คือคนรู้จักน้อย แล้วเค้าก็เปิดงานที่เราก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร ตอนนั้นนะ ไล่มาเลยตั้งแต่ Henri Cartier-Bresson ยาวมา คือดูจนปวดหัวอ่ะ เราเป็นโรคตื่นเต้นไง เป็นคนจริงจัง พอดูแล้วตื่นเต้น เครียด เฮ้ยมันมีขนาดนี้เลยเหรอ เปิดโลกมาก ปัง! เฮ้ยอันนี้ก็ดีๆ สนุกจังเลย หลังจากนั้นก็เลยเสพอย่างเดียวเลย ถ่ายน้อยลงด้วย ยุคนั้นกลายเป็นว่า เห็นแล้วเฉยๆ ไม่ได้อยากถ่ายมัน แต่อยากดู อยากเสพ แล้วเราดูเยอะ

SSN : จริงๆแล้วการถ่ายรูปมันเหมือนการ Observe (ช่างสังเกต) ต้องเริ่มต้นจากการ Observe เป็นหลัก แล้วถึงจะออกไปปฏิบัติ คือ Input เข้าไปเยอะจนถึงจุดที่เราอยากจะเอาออกมาบ้าง คือจากตรงนั้น เริ่มดู เริ่มจับทางตัวเองยังไง ว่าเราอยากถ่ายสตรีทเป็นแบบไหน?

ผ้าป่าน : เอาจริงๆคือไม่รู้เลยอ่ะ เป็นคนไม่ได้วางแผนกับตัวเองว่าจะเอางานโฟโต้เป็นงานหลัก พอเป็นแบบนั้น เราก็เลยปล่อยให้มันเกิดขึ้นเฉยๆ คือพอดูเยอะๆก็ชอบ ชอบก็ดู ดูอีกๆ คือเรารู้มาเรื่องนึงว่าสมองคนเราน่ะ มันใช้แค่ประมาณ 5% แต่อีก 95% มันคือ Subconcious (จิตใต้สำนึก) น่ะ แล้วเรารู้สึกว่า จะจำไม่ได้ก็ไม่เป็น งั้นให้ Subconcious เราดูอะไรแบบนี้ แล้วเราดูแบบนี้เลย (ทำท่า Scroll เลื่อนภาพ) แบบไล่ไปเรื่อยๆ บางรูปเราคือจะ Scroll ทำไม ได้ดูแล้วเหรอเนี่ย (หัวเราะ) คือเราคิดว่าให้มันผ่านตาแล้วให้มันเข้าไป Composition หรืออะไรก็ตาม เราจะบันทึกมันไว้ด้วยข้างในของเรา แต่นั่นหมายความว่าคุณก็ต้องเลือกอะไรที่มันดีนะ เสพงานที่ดี

SSN : แล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองมั๊ย?

ผ้าป่าน : คือเราไม่รู้เลย ก็ Output ออกมา ซึ่งตอนนั้นเป็นตอนที่เราไปนิวยอร์ค คือทริปก่อนไปนิวยอร์คเรายังถ่ายเล่นๆเลยอ่ะ แบบไปเกาหลีกับเพื่อน แต่มันก็เป็นสตรีทนะ เอามาลงใน Instagram อย่างเดียวไม่ได้คิดอะไร

SSN : ตอนแรกที่ว่า ถ่ายแต่ Object ถ่าย Space พอมันเริ่มเสพเข้าไปๆ เริ่มรู้สึกว่างานตัวเองมันมีมนุษย์อยู่ในนั้นหรือเปล่า?

ผ้าป่าน : อยู่ๆมันก็มีมนุษย์เข้ามา (หัวเราะ) โดยที่ไม่รู้ตัว มันเริ่มรอให้เค้ามาลงใน Composition นั้น เรายังมอง Object มองแสงที่สวยเหมือนเดิม แต่เพียงแค่เราต้องการสิ่งมีชีวิตในนั้น แต่บางรูปเราก็ไม่ได้ต้องการนะ บางรูปมันก็จะพอดีถ้ามีสิ่งนี้

“เราไม่ใช่แนวนั้น แต่ไม่แน่พอเราอายุสามสิบกว่าเราอาจจะเหมือนเด็กใจแตก วิ่งเข้าไปหาแล้วยิงแฟลชใส่ เพราะตัวตนเราตอนนั้นเป็นแบบนั้นก็เป็นไปได้”

SSN : สตรีททุกวันนี้ มันเหมือนเพลง Single Hitเพลงเดียวฮิตเลยนะ มันต้องแรง Subject มันต้องใช่ บางทีกลับไปมองย้อนงานคลาสสิคมันก็ไม่ใช่แบบนั้นไปหมดซะทีเดียว มันลึกกว่านั้น สตรีทวันนี้มันขาดอะไรแบบนั้น ถึงตรงที่ป่านพูดถึงงานตัวเอง เรามองย้อนกลับไปว่า การมอง Object อย่างเดียว Space อย่างเดียว วันนึงมันเริ่มมีคน แต่ก็ยังสลับกันไปมา มันกลมกล่อมกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้น่าสนใจ

ผ้าป่าน : เรายินดีที่จะคุย Topic นี้ เราคิดว่า มันอยู่ที่แต่ละคนนิยามคำว่า “สตรีท” ของตัวเองว่าอย่างไรมากกว่า เพราะกระแสของสตรีทแต่ละยุคมันก็ไม่เหมือนกัน ของป่านชอบเสพงานยุคเก่า มันก็ต้องออกมาแบบนั้น โอเคถ้าคุณอินกับสตรีทยุคนี้ โอเคมันก็ต้องเป็น iN-PUBLIC มันไม่มีใครปฏิเสธได้ กระแสของทั้งโลกในยุค 10 ปีนี้มันก็เลยเป็นแบบนั้น เสน่ห์มันต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอินแบบไหน

งานภาพถ่ายมันก็เหมือนงานศิลปะทุกชิ้น มันคือการแสดงตัวตนของเรา อย่างตัวเรา เราเป็นพวกคิดมาก แก่แต่เด็ก ไม่งั้นตอนเด็กเราก็คงมี Energy เยอะแบบเข้าไปปะทะ เข้าไปยิงแฟลชก่อนอะไรแบบนี้ แต่เราไม่ใช่แนวนั้น แต่ไม่แน่พอเราอายุสามสิบกว่าเราอาจจะเหมือนเด็กใจแตก วิ่งเข้าไปหาแล้วยิงแฟลชใส่ เพราะตัวตนเราตอนนั้นเป็นแบบนั้นก็เป็นไปได้

SSN : Bruce Gilden งานสมัยแรกก็ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น ถึงจุดนึงก็ยิงแฟลชใส่ใหญ่เลย

ผ้าป่าน : มันอาจจะมีจุดอื่นในชีวิตเค้าที่ไม่ใช่โฟโต้ ที่มันคลิก แล้วเค้าต้องเป็นแบบนี้เพราะงานมันคือการแสดงตัวตนของศิลปิน

SSN : เราชอบจุดนี้ ตอนอ่านสัมภาษณ์ Bruce Gilden แล้วเค้าพูดว่า งานของเค้าคือการถ่ายภาพตัวเค้าเองนั่นแหล่ะ เราก็เลยอยากถามว่า ถ้าป่านกลับมามองงานตัวเอง โดยที่ไม่ใช่ตัวป่านเองนะ มองเข้าไปในงานของคนนี้ เห็นอะไรในนั้น

ผ้าป่าน : เอาจริงๆนะ ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดจนป่านงง มันคือ “ผู้ชาย” (หัวเราะ) ทั้งฝรั่งทั้งคนไทยเลย คุยกับช่างภาพเค้าจะบอกว่า เป็นผู้ชายที่แก่แล้ว มีความแข็งมีความกราฟฟิคแบบผู้ชาย แล้วก็เป็นพวกโรคซึมเศร้า (หัวเราะ) แย่อ่ะ เอาจริงๆถ้าเป็นป่านมองงานตัวเองโดยที่ถอยออกมา ป่านก็คงรู้สึกเหมือนกันว่ามันเป็นผู้ขาย แต่ถามว่าเป็นซึมเศร้ามั๊ย เราคิดว่าเค้าไม่ได้ซึมเศร้า อาจจะเหงา แต่เรารู้สึกว่าเค้าเอนจอยกับความเหงานะ

SSN : เหงาไม่ได้แปลว่าไม่ดี

ผ้าป่าน : ใช่ มันเหมือนกับเอนจอยกับโมเม้นของความโดดเดี่ยว ได้ทำงานออกมา

SSN : ถามย้อนนิดนึง ศิลปินที่เราชอบ อย่าง Henri Catier-Bresson เราชอบรูปไหนที่รู้สึกว่ามันอิมแพคมากๆจนแบบ นี่แหล่ะ ใช่เลย หรือศิลปินคนอื่นๆก็ได้ที่มันมีผลกับงานเรา

ผ้าป่าน : อ๋อ มีค่ะ จริงๆไม่ได้อยากจำกัดอยู่แค่ HCB แต่เราก็อินสุดจริงๆ ที่เราชอบมากที่สุดมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ ณ ตอนนี้ที่ชอบมาอย่างยาวนานคือรูปที่เป็นประตูอยู่ครึ่งนึง แล้วมีเด็กอยู่ข้างหลัง มีคนใส่แว่นตา คือป่านรู้สึกว่าที่เงามันพาดลงไปที่กระจกแว่นตา โมเม้นนั้นคืออะไร แล้วคือเค้าอยู่ใกล้ (HCB) แต่คนนี้ยังสามารถแสดงอารมณ์แบบนั้นได้ แล้วมันมีสตอรี่ข้างหลัง เราชอบอันนี้มาก มันอิมแพค บางโมเม้นเราก็ชอบรูปที่เบสิคมาก อย่างรูปที่ถ่ายจากบันไดลงไป มีจักรยานผ่านไป คือเราชอบความเป็นเลขาคณิตมาก

Photo by © Henri Cartier-Bresson/Magnum Photos

Photo by © Henri Cartier-Bresson/Magnum Photos

Photo by © Henri Cartier-Bresson/Magnum Photos

Photo by © Henri Cartier-Bresson/Magnum Photos

SSN : ซึ่ง HCB ก็เป็นเจ้าพ่อเรื่องเลขาคณิต

ผ้าป่าน : ใช่ๆ แล้วคนอื่นๆก็ชอบหลายคน Duan Michals ครั้งแรกที่เราดูงานที่เป็น Masterpiece ของเค้าเลย ที่ถ่ายในห้องน้ำแล้วก็ถ่ายในสมุดขยายออกมาเป็นกรอบรูป เป็นขาคนเรื่อยๆแล้วมันย้อนกลับมาอันเดิม พอเราตามไปดูงานของคนนี้อีก มันเป็นการเล่าเรื่องที่ในยุคนั้นมันคงอเมซซิ่งดีเพราะมันไม่ได้ Photoshop แล้วมันดู Spiritual ด้วย คนนี้ชอบในแง่ของไอเดีย

Photo by © Duan Michals

Photo by © Duan Michals

SSN : แสดงว่าชอบในการมีความช่างสังเกตแล้วคิดต่อว่าจะเล่ายังไง

ผ้าป่าน : บางครั้งจุดนึงเราก็ไม่ได้คิดอะไร แค่มองเห็นน่ะ อันนี้เราเคยคุยกับคนที่เหมือนเป็น Mentor ของเรา เป็นคนเดียวที่คอมเม้นงานเราจริงๆ เค้าบอกว่าเหมือนตัวป่านเองเวลาถ่ายภาพมันเป็นธรรมชาติขององค์ประกอบ สมมติป่านเฟรมอ่ะ แล้วเอาไปเข้า Golden Ratio อ่ะ มันจะพอดี ทั้งที่ป่านไม่ได้เปิด Grid (ตารางบอกสัดส่วน) หรืออะไรเลย อันนี้น่ะ เค้าบอกว่าคือเสน่ห์ของเรา เราเลือกที่จะมองเห็น Structure ความเป็นเลขาคณิต ป่านก็บอกว่า เทพเจ้า HCB ลง (หัวเราะ)

เราคงดูเยอะ เพราะเราชอบสิ่งนี้จริงๆ แล้วเราแยกมันออกเป็นสองส่วน คือเนื้อหา กับ Structure สถาปัตยกรรมที่เราชอบ และความเป็นเลขาคณิตมันฝังอยู่ในตัวเราตั้งนานแล้ว เราแค่ไม่รู้

SSN : อยากให้เล่าโปรเจคที่ป่านเคยทำมาหน่อย

ผ้าป่าน : ของป่านมันเป็นเรื่องของการเดินทางเป็นหลัก ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่มันกระตุ้นเรามันคือการเดินทาง การได้เห็นสิ่งใหม่ อยู่ใน Space ใหม่ คือมันมีหลายองค์ประกอบมากที่พอเดินทางปุ๊ปแล้วเราถ่ายรูปได้จริงๆ เพราะเวลาเราอยู่เมืองไทยเราจะทำงานเป็นหลัก

SSN : เวลาอยู่ในเมืองไทย เคยมองมั๊ย

ผ้าป่าน : มองนะ เราพกกล้องทุกวัน แต่ถามว่าอยู่ในโมเม้นนั้นมั๊ย คือเราเป็นคนเรื่องมากมากเรื่องการถ่ายภาพ จนทำให้เรารู้สึกนะว่าเรามีโอกาสได้ถ่ายรูปน้อย เพราะว่าเราดันมีข้อจำกัด ข้อจำกัดที่เราเป็นคนตั้งมันขึ้นมาเองด้วย ซึ่งต่อไปอาจจะไม่มีก็ได้ แต่ ณ ตอนนี้ ถ้าเราไม่อยู่ในโหมดนั้นเราก็จะไม่ถ่ายรูป  บางครั้งเราแบบ เฮ้ย เออเจ๋งดีว่ะ แล้วเราก็ไม่ได้ถ่าย พอผ่านไปแล้วก็แบบ ทำไมเราไม่ถ่ายวะ คือเราหลงไปกับมัน

คือเวลาเราอยู่กรุงเทพเงี้ย LINE เรามันเด้งขึ้นมาตลอดเวลา เราทำงานตลอดเวลา คุยโน่นนี่นั่น มันจะโดนรบกวน พอเราไปเมืองนอกเราจะตัดทุกการสื่อสาร รูปก็ไม่ได้จะลงอัพเดท ถ้าเราจะไปถ่ายรูปเพื่อทำงานจริงๆ เราตัดหมดเลยแล้วก็อยู่ในโมเม้น ตื่นเช้ามา 7 โมง ใส่หูฟังถือกล้องออกไปเดินทั้งวัน กินข้าว กล้องยังอยู่ในมือเลย เราจะรู้สึกว่าประสาทสัมผัสเราจะเปิดกว้าง

SSN : โปรเจคที่ได้ไปทำมาคือ

ผ้าป่าน : โปรเจคแรกคือ Nowhere Man ไปถ่ายที่นิวยอร์ค อันนั้นก็ไปอยู่กับเพื่อน ไปอยู่กับแพรนี่แหล่ะ แพรไปเรียนถ่ายภาพที่ ICP ( International Center of Photography ) สถาบันที่อยากไป

NO[W]HERE MAN Photo by © Sirima Chaipreechawit

NO[W]HERE MAN Photo by © Sirima Chaipreechawit

SSN : ตอนนี้ยังอยากไปอยู่มั๊ย

ผ้าป่าน : อยากไป แต่ตอนนี้มีธุรกิจของตัวเอง ก็แบบไปอย่างนั้นไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าจะเก็บเงินไป พอเก็บเงินได้แล้วก็ไม่มีเวลาไปแล้ว ก็คิดว่าคงไม่ได้ไปเรียนเป็นทั้งปี แต่วางแผนไว้ว่าจะไปเรียนคอร์สระยะสั้นแบบ 3 เดือน 6 เดือน ที่ ICP ซึ่งมีพี่บอกว่าดีอยู่

ก็ตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งใจไปถ่ายรูป ตอนนั้นทำตัววัยรุ่น เรียนจบแล้วขออยู่กับตัวเองเดือนนึง เราไปด้วยเงินตัวเองเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเองนะ คือจะทำอย่างนั้นได้โดยที่ไม่ต้องไปรบกวนใคร เราทำงานตั้งแต่ม.3 เก็บเงินทั้งหมดนั้นแล้วเราก็เลิกทำงานไปนิวยอร์ค ตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น แล้วก็เดินทุกวัน มันไม่มีอะไรทำยกเว้นการถ่ายรูปแล้วกล้องก็อยู่ในมือ ก็ถ่ายรูปกลับมา อันนั้นเป็นอันแรกที่เราคิดว่าเราถ่ายรูปทุกวัน แล้วก็ได้เรียนรู้กระบวนการของตัวเองว่ามันมีวิธีการนี้นะ ในการอยู่กับตัวเอง

ตอนแรกไม่ได้จะจัด Exhibition ตอนแรกกลับมาจะทำขาวดำ ทำโปสการ์ดช่วยภาคใต้ ก็ให้พี่ติ้วดู (วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์) พี่ติ้วก็แบบ เฮ้ยทำ Exhibition สิ งานคุณภาพมันได้นะ งงเลย ทำเองทุกอย่าง ติดต่อปริ๊นท์ อาจารย์นิติกร (นิติกร กรัยวิเชียร) ปริ๊นท์ให้ ติดต่อกระดาษเอง ติดต่อสปอนเซอร์เอง แกลอรี่เอง ทำเองหมด Catering (จัดเลี้ยงอาหาร) ยังทำเองเลย ก็ผลตอบรับดีมากค่ะ เหมือนสื่อก็ให้ความสนใจว่า สตอเบอร์รี่ชีสเค้กกับภาพขาวดำ ตอนนั้นเรายังติดชื่ออันนั้นอยู่ แล้วคาแรคเตอร์เราดูไม่ใช่จะถ่ายภาพ แล้วภาพเราดูมันแบบ Contrast สีชมพูกับสีดำ คนก็เลยให้ความสนใจ

NO[W]HERE MAN Photo by © Sirima Chaipreechawit

NO[W]HERE MAN Photo by © Sirima Chaipreechawit

SSN : แล้วยังมีโปรเจคอื่นในหัวอยู่มั๊ย

ผ้าป่าน : ก็จริงๆคือไม่ได้คิดว่าจะมีโปรเจคแบบนั้น แต่ว่าคิดว่าตัวเองจะให้เวลาในการถ่ายภาพมากขึ้น เพราะเราทำงานอย่างอื่น ในพาร์ทนี้ที่เราอยากเก็บไว้เป็นของเรามันจะหายไป ปีนึงเราจะไปสัก 2 ทริป

จริงๆช่างภาพที่เราเห็นๆกันอยู่นี่ เค้าเก็บงานเค้ากันนานๆ หลายปี ไม่ได้แบบว่าทุกปีจะต้องมีโปรเจคออกมา พอในยุคนี้ทุกคนเน้นที่จะแสดงงาน โชว์ออกมาแล้วให้คนได้เห็นผลงาน จุดนึงมันดีเพราะมันกระตุ้นให้เราสร้างงาน แต่อีกจุดนึงป่านรู้สึกว่าแบบมันรีบไป ป่านรู้สึกว่าจริงๆทุกคนมีจังหวะการเดินของตัวเอง มันขึ้นอยู่กับว่าคุณถ่ายรูปในลักษณะไหนและอยากเทคมันเป็นแบบไหนมากกว่า คืออย่างป่านป่านรู้สึกว่าป่านอยากเก็บเอาไว้ เอาจริงๆตั้งแต่ Nowhere Man มีสำนักพิมพ์อยากทำ Photobook เอาจริงๆเวลาป่านชอบอะไรมากๆ ป่านจะเคารพสิ่งนั้น แล้ว Photobook ที่เราดูมาเยอะๆเค้าถ่ายมา 20 ปี 30 ปี เค้าถ่ายรูปเป็นหมื่นๆแสนๆรูปเพื่อคัดออกมาได้ประมาณ 50 รูป แล้วเราเป็นใครถ่ายไปประมาณ 3 พันรูป เราคัดออกมา 25 รูป ซึ่งแบบบางรูปมันไม่ได้ Quality ขนาดนั้น เพื่อจะทำเป็น Photobook คือเราจะไม่ใจร้อน เราจะรวมผลงานเราแน่ๆ แต่รอโตหน่อย รอเรารู้สึกว่ามันมีช่วงเวลาของมันที่เราคิดว่ามันเหมาะสม มันไม่ต้องรีบ ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เราบันทึกเพื่อตัวเราเอง เราไม่ได้บันทึกเพื่อใคร

NO[W]HERE MAN Photo by © Sirima Chaipreechawit

NO[W]HERE MAN Photo by © Sirima Chaipreechawit

SSN : ประเด็นนี้น่าสนใจ ทุกวันนี้พอมันมีโซเชี่ยล การกด Like มันมีผลต่อความรู้สึกของคนโพส ทำให้คนสร้างงานที่คมขึ้น แรงระดับที่ 1 ชาชินแล้ว ระดับที่ 2 ชาชิน แต่ละคนก็ต้องเพิ่มความคมขึ้นไปอีก เพื่อการยอมรับหรือเปล่า

ผ้าป่าน : (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ป่านไม่กล้าโพสรูปในกลุ่ม Street Photo Thailand คือแต่ละรูปคมมาก เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนของโลกมันไปทางนั้นจริงๆ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณ Treat กับรูปคุณยังไง สมมติป่านโพสเยอะก็จริงนะ คนที่ชอบงานแบบเราอ่ะ สมมติสัก 1 ใน 5 รุ้สึกว่าชอบแนวนี้ แต่ถ้าเกิดเค้าเสพติดการกด Like การแข่งบน Flickr (โซเชี่ยลที่โพสรูปและเป็นแหล่งรวมช่างภาพทั่วโลก) มันไม่มีพื้นที่ให้เค้านะ อันนี้คือถ้าคุณจะถ่ายแบบเรา คุณจะต้องยอมรับได้ว่าคุณต้องอยู่ในแบบของคุณ จะไม่แบบจะต้องมีคนกด Like คุณจะต้อง Proud กับการเป็นตัวคุณเองได้จริงๆ ซึ่งมันน้อยมาก

SSN : สุดท้ายแล้ว คนที่ถ่ายๆไปตามเทรน วันนึงอาจจะรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง สู้คนอื่นไม่ได้อยู่ดี ก็ต้องเซ็ตตัวเองสู่แนวทาง เพียงแต่วันนี้มัน Fever มาก

ผ้าป่าน : เราคุยกับเพื่อนเรากลุ่มนึง ทิน ธัชช์ภสิฐ คุณาพร กลุ่มพวกเค้าทำงานค่อนไปทาง Journalist คือทำเป็นโปรเจค กลุ่มนี้งานน่าสนใจมาก งานดีทุกคน คือเรารู้สึกว่าพวกนี้ก็ถ่ายสตรีท

SSN : รากฐานสตรีทจริงๆก็คือ Journalist

ผ้าป่าน : ใช่ๆ แล้วบางคนในกลุ่มก็โพสรูปในเพจนะ กริบค่ะ (หัวเราะกันหมด) เพราะเค้าไม่ใช่สไตล์นั้น เรามองว่ามันไม่ควรถูกจำกัดไม่งั้นมันจะไม่ไปไหน

SSN : ซึ่งจริงๆแล้วทุกคนในวงการสตรีทก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นนะ หมายถึงกว้างๆ ไม่จำกัดสไตล์ แต่มันยังไม่มีวิธีที่จะให้เป็นแบบนั้น

ผ้าป่าน : เราอยากให้ดูงานเซ็ตนี้นะ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นภาพสตรีทที่ดีทุกภาพ แล้วเราชอบมาก และศิลปินเมืองนอกให้ความสนใจ แต่คนในเมืองไทยยังไม่มีการรวมกลุ่มแบบนี้ คือเค้าบันทึกเรื่องราวในแบบของเค้า เค้าชอบงานของ William Eggleston งานก็จะออกมาเป็นแบบนี้

Photo by © Pakkawat Tanghom

Photo by © Pakkawat Tanghom

Photo by © Pakkawat Tanghom

Photo by © Pakkawat Tanghom

SSN : เราก็ชอบมาก ซึ่งถ้า Winogrand มาโพสเป็นใบๆตอนนี้ก็ กริบ..

ผ้าป่าน : ใช่ๆ  เพราะกระแสมันไม่ใช่ เราแค่คิดว่า ถ้าใครสามารถไม่หวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง แล้วทำมันได้เยอะพอ เพราะคนรอบข้างจะหุบปากเอง (หัวเราะ) เราขอโทษที่ต้องใช้คำนี้ มันคือเรื่องจริง คือจะอยู่ทนได้มั๊ยล่ะถ้าคนจะกรอกหูตลอดเวลาว่าไม่เจ๋งเลยว่ะ ไม่ถ่ายแบบ iN-PUBLIC ไม่ครีเอท แล้วเราไม่ฟัง แต่เราทำงานออกมา 10 เซ็ต 20 เซ็ต 500 รูป สมมตินะ ทำออกมาแสดงงาน ทุกคนจะแบบ.. นี่คือ สิริมา นี่คือโลกของเรา เค้าจะยอมรับเองในที่สุด ถ้าเราไม่หวั่นไหวกับรอบข้างจนเราเลิกไปซะก่อน

SSN : มันมีปัญหานึงของการเริ่มถ่ายภาพสตรีทของคนทั่วไป ถ่ายสตรีทมันต้องเข้าหาคนอะไรแบบนี้ จะทำยังไง?

ผ้าป่าน : ความเป็นตัวเองมันไม่ได้เป็นแบบนั้น สมมติคนหงิมๆเงี้ย ยกกล้องขึ้นมา ฉันต้องไปยิงแฟลชใส่เค้า No! อันนั้นมันก็ไม่ใช่คุณอยู่ดี

อย่าง Saul Leiter ก็เป็น Case study ที่เรารู้สึกว่าที่สุดแล้วอ่ะ คือเค้า Ignore สิ่งรอบข้างได้เป็นแบบ กี่ปีล่ะ เพื่อจะพิสูจน์ว่า ก็เนี่ยอ่ะสตรีทในแบบของเค้า แล้วคนอื่นจะพูดยังไงก็ช่างดิ ในที่สุดแล้วฉันจะถ่ายทอดโลกในแบบนี้ แล้วคนก็ต้องยอมรับ เพราะว่าเค้าไม่ยอมแพ้ คนรอบข้างจะยอมแพ้ไปเอง

Photo by © Saul Leiter งานของ Saul ไม่ได้เน้นที่คอนเทนต์ที่โดดเด่น แต่เน้นการใช้สี / กราฟฟิค และเฟรมภาพที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเลนส์ Tele ที่ปกติไม่มีช่างภาพสตรีทใช้

Photo by © Saul Leiter งานของ Saul ไม่ได้เน้นที่คอนเทนต์ที่โดดเด่น แต่เน้นการใช้สี / กราฟฟิค และเฟรมภาพที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเลนส์ Tele ที่ปกติไม่มีช่างภาพสตรีทใช้

SSN : สุดท้ายคือเพราะมันสวย

ผ้าป่าน : ใช่ เพราะมันสวย จบ แล้วมีใครบันทึกโลกได้แบบเค้ามั๊ย ก็ไม่มีไง

SSN : ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้มากกว่า คนที่เริ่มต้นถ่ายสตรีท มันต้องฝึกเบสิคพื้นฐาน รับฟังการวิจารณ์ ข้อคิดเห็น

ผ้าป่าน : ในกลุ่ม Street Photo Thailand เราคุยกันบ่อยเรื่อง Critic ว่าจะยังไงดี อย่างป่านมองว่าคนไทยยังไม่ได้เข้าใจการ Critic ขนาดนั้น หนึ่ง การวิจารณ์จริงๆแล้ว มันไม่สามารถ Take Personal ได้ คนไทยจะคิดว่าพอโดนวิจารณ์ปุ๊ปจะคิดว่าโดนด่าว่าไม่เก่ง จริงๆไม่ใช่ ตามมาตรฐานสากลที่การถ่ายภาพมันมีจริงๆเนี่ย มันเป็นยังไง

SSN : เรื่องนี้มีปัญหามาก

ผ้าป่าน : ใช่ สองคือเค้าไม่รู้ว่าการถ่ายภาพมันมีมาตรฐานนะ เมืองนอกมีมาตรฐาน คนไทยบอกมันคือศิลปะ คุณทำเลย มันไม่ใช่ ถ้าคุณอยากเก่งมันมีมาตรฐานต้องเรียนรู้ สามคือคนที่มา Critic นั้น Qualify หรือเปล่าในงานแต่ละแบบ เช่น ถ้าเอาให้ใครก็ไม่รู้วิจารณ์มาเลย แล้วคุณรับมันไปเต็มๆเลย คุณอาจจะไปผิดทางก็ได้ เพราะเค้าไม่ใช่ตัวตน

SSN : ไอ้จุดนี้มันเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปกับ Like ไม่ Like เหมือนกัน สมมติเราบอกว่ารูปนี้ เพื่อนเรามี 2 พันคน จริงๆแล้วรูปนี้มันเป็นรูปไม่ดี แต่เราอยากโชว์ความเป็นสตรีท แต่มันไม่ใช่รูปสตรีทที่ดี ปรากฏเพื่อนกด Like 500 Like

ผ้าป่าน : ฮึกเหิมค่ะ (หัวเราะ) อันนี้มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ว่าอย่างนี้ก็ต้องกลับมาหาที่เราแล้ว เป็นเราเราลบ เพราะว่าเราเป็นคนซีเรียส อะไรที่ลงไปแล้วว่าเป็น ผ้าป่าน สิริมา เราต้องชอบ ถ้าเราไม่ชอบ แต่คนอื่นชอบ ท้ายที่สุดแล้วเรากำลังให้อาหารอีโก้เราอยู่ แล้วเรากลัวไปผิดทางมาก เรากลัวเหลิงไปกับมัน อินไปกับมัน

SSN : อันนี้เป็นปัญหาใหญ่อันนึงเลยนะ แม้แต่การโยนรูปเข้าไปในเพจอย่าง Street Photo Thailand สมมติเฮ้ยรูปนี้ฉันมั่นใจมาก โยนไปปุ๊ป 3 Like

ผ้าป่าน : (หัวเราะ) เฮ้ยมันดับฝัน อันนี้พูดเรื่องจริง ป่านถึงบอกตั้งแต่แรกว่าตอนที่ป่านถ่ายด้วยกล้อง Diana แล้วมันมีคนชอบอ่ะ มันคือการกระตุ้น แต่ถ้าแบบลงไปแล้วมึงทำไม่ได้หรอก มันแย่ มันดับฝันนะ

SSN : เนี่ย คือปัญหา เราจะแก้ปัญหานี้ยังไง

ผ้าป่าน : ตัวเราเองจะเชื่อคนๆเดียว ที่เราเลือกแล้ว คือเรารู้สึกว่าทุกคนต้องหาให้เจอว่าคนนี้เข้าใจงานเรา เค้าวิจารณ์งานเราได้ เพราะเค้าเข้าใจมันจริงๆ อีกอย่างนึงนะ เราว่าคนไทยเข้าใจคำว่า “วิจารณ์” ผิด การวิจารณ์คือสิ่งที่น่าจะเป็นควรเป็นยังไง แต่คุณต้องรับมันไปทั้งก้อนมั๊ย ว่า 100% ต้องเอาไปพัฒนา ไม่ใช่! คือป่านให้ศิลปินช่างภาพฝรั่ง Critic งานป่านน่ะ สิ่งที่เค้าบอกคือแบบ อันนี้ “In my view” คือทุกคนจะขึ้นต้นแบบนี้ คือในมุมของฉันนะ แต่ถ้ายูรู้ว่ายูกำลังทำอะไรอยู่ ก็ทำ คนไทยรู้หรือเปล่าว่ามันเป็นแบบนี้ได้ แต่ถ้าเกิดเค้าพูดอะไรมาบางอย่างแล้วเรา เออ เราก็คิดเหมือนกัน คนเราน่ะรู้ตัวว่าแบบมันพลาดอะไรอยู่ เรารู้อยู่แก่ใจ แค่เราไม่อยากยอมรับมัน แล้วคนที่วิจารณ์คือคนที่พูดเสียงที่อยู่ในใจเราออกมา ถ้ามันคลิกคุณก็รับมันไป อันไหนที่คุณไม่เห็นด้วย แล้วคุณจะยืนยัน คุณก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ อันนั้นคือการวิจารณ์ที่มันจะสำเร็จไปทั้งกระบวนการ

NO[W]HERE MAN Photo by © Sirima Chaipreechawit

NO[W]HERE MAN Photo by © Sirima Chaipreechawit

“แล้วคนอื่นจะพูดยังไงก็ช่างดิ ในที่สุดแล้วฉันจะถ่ายทอดโลกในแบบนี้ แล้วคนก็ต้องยอมรับ เพราะว่าเค้าไม่ยอมแพ้ คนรอบข้างจะยอมแพ้ไปเอง”

SSN : อันนี้มันคือจุดแข็งของ Flickr ในยุคนี้ มันสำคัญตรงนี้ เพราะมันมีคนเก่งๆที่คอยวิจารณ์งานคุณ

ผ้าป่าน : เราว่าคนเราจะโตขึ้นจากการโดนวิจารณ์ และค้นคว้าเพิ่มจากสิ่งที่โดนวิจารณ์ไป

SSN : 100 ส่วนในชีวิต โฟโต้คือสัดส่วนเท่าไหร่

ผ้าป่าน : เราจะพยายามจะบาลานซ์ชีวิตให้ได้ 80% ของเราเป็นการถ่ายภาพ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้มันจะดูเหมือน 80 ทำงาน 20 ถ่ายภาพ แต่คิดว่าอีกไม่นานเราน่าจะได้เปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อสลับตำแหน่งมัน แล้วเขยิบให้ใกล้ที่หวังไว้จริง

ถ้าจุดนึงเมืองไทยมันเป็นเหมือนเมืองนอกได้ที่แบบเป็นช่างภาพอิสระ ไม่ได้รับใช้งานของใครแล้วยังแบบสามารถหาเลี้ยงชีพได้

SSN : อันนี้ก็เป็นคำถามที่อยากจะถามเหมือนกัน เคยมีคนถามเรื่องนี้มั๊ย

ผ้าป่าน : น่าจะมี คือเราว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นได้ เอาไปเลย 100%  เพราะเราก็แฮปปี้ในการที่เราได้ถ่ายรูปในแบบของเรา แต่ถ้าเมืองไทยตลาดมันยังไม่ได้ถูกยอมรับแบบนั้น มันยังต้องแบบทำตามโน่นนี่นั่น เราก็รู้สึกว่าเราขอเก็บโฟโต้เราไว้เป็นของส่วนตัวเราดีกว่า เพราะจุดมุ่งหมายสุดท้ายของเราตอนนี้มันคือแค่ เราอยากเก็บช่วงเวลา แล้วเราอยากภูมิใจกับมันได้ เราเป็นคนไม่ค่อยภูมิใจกับงานของเราเองเลย ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม พอถึงจุดนึงเราจะรู้สึกมันไม่ได้ดีขนาดนั้น อันนี้เป็นปัญหาในตัวเอง เราต้องไปอีก เราอยากรู้สึกพึงพอใจและชอบงานของเราได้ โดยเฉพาะงานโฟโต้ ท้ายที่สุดแล้ว รวมเล่มสำหรับตัวเองคนเดียว เนี่ยคือช่วงเวลาและเหตุการณ์เติบโต มุมมองของตัวเอง ผ่านการบันทึกทั้งหมดนี่ เราอยากทำให้มันเป็น History ของตัวเอง.


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าชั่วโมงครึ่งที่พูดคุยกัน มีอีกหลายเรื่องที่เราอาจจะไม่ได้เอามาลงในบทสัมภาษณ์นี้ เพราะมันอาจจะลงลึกเกินไปหน่อย ซึ่งมันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ผ้าป่านมีความเป็นช่างภาพลึกซึ้งกว่าที่หลายๆคนเห็น กว่าที่หลายๆคนรู้จัก ส่วนตัวเราเองก็ได้รู้จักผ้าป่านมากขึ้น และยังได้มุมมองอะไรดีๆที่ไปคิดต่อให้กับชีวิตตัวเองด้วย และหลังจากการสัมภาษณ์นี้ เราก็หวังว่าจะได้เห็นงานภาพถ่ายดีๆจาก ผ้าป่าน สิริมา อีกในฐานะช่างภาพที่มีฝีมือคนหนึ่งของเมืองไทย

สัมภาษณ์ - อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล
ถ่ายภาพ - ชยารพ ปิยะปราโมทย์ 

http://siamstreetnerds.com/2015/12/09/สัมภาษณ์พิเศษแบบเนิร์ด/

NEW HEART NEW WORLD : WAKE UP Experiences - ART EXHIBITION by Pahparn Sirima


'NEW HEART NEW WORLD : WAKE UP experiences ART EXHIBITION'

มูลนิธิพุทธรักษา และ iCARE โดย MQDC ร่วมกับ นิตยสาร Happening หอจดหมายเหตุพุทธทาส และสสส. ได้จัดโครงการ ‘New Heart New World 3 : หัวใจตื่นรู้' กิจกรรมพิเศษที่ชักชวนนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่จำนวนมาก มาร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป ‘Wake Up Experience’ เพื่อการตื่นรู้ในเรื่องราวเกี่ยวกับความตาย กับวิทยากรทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน ได้แก่ อาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ และ ครูดล-ธนวัชร์ เกตน์วิมุต เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส เพื่อให้นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ได้รับประสบการณ์การตื่นรู้ เปิดโลก เปิดใจ และได้ทำความรู้จักกับตนเองในมิติที่ลึกซึ้ง 

ภายหลังเสร็จจากกิจกรรมเวิร์กช็อป นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ทุกคนจะนำประสบการณ์ที่ได้ตกผลึกจากกิจกรรมในวันนั้นมาสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ และนำมาจัดแสดงไว้ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป

ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอเชิญชวนทุกท่าน มาเข้าร่วมรับประสบการณ์การตื่นรู้จากผลงานนักสร้างสรรค์ด้วยกันในนิทรรศการ 'NEW HEART NEW WORLD : WAKE UP experiences ART EXHIBITION'

รายชื่อนักสร้างสรรค์ที่เข้าร่วมจัดแสดงงานในนิทรรศการ

1.  ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ และ อาจศึก จันทมาศ 
2. วรรณวนัช บูรพาเดชะ
3. Pahparn - Sirima Chaipreechawit
4. The Brown Bunny Factory
5. Sahred Toy - อารักษ์ อ่อนวิลัย
6. ต้องการ - วลัยกร สมรรถกร
7. หมาจ๋า - ณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ
8. ชลิตา ฉายากุล
9. ชามเริญ สตูดิโอ
10. ศุภฤกษ์ ภัทราสิทธิโชค
11. abigburger x timtimthebroccoli
12. ทรงวุฒิ สิมะวัฒนา และ สุขุม ตรึงตราจิตกุล
13. Very Kind Invention
14. ยศนนท์ มากคุณ
15. ณัฐณิชา พิมพ์พาพ์ 
16. นภัสวรรณ ศิริสุคนธ์
17. ภัทร อ่ำทอง
18. เอกลักษณ์ แสงทองฉาย
19. สุพิชาน โรจน์วณิชย์


NEW HEART NEW WORLD : WAKE UP experiences - ART EXHIBITION
at Buddhadasa Indapanno Archives, Bangkok, Thailand
December 3, 2015 - January 27, 2016
Opening everyday :: 9.00 - 18.00


Gravel blind
Pahparn - Sirima Chaipreechawit

ในจุดเริ่มแรก เราแสวงหาการเติมเต็ม เพื่อให้ตัวตนนั้นสมบูรณ์ เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยหวังที่จะเติบโต ออกดอกผลใบ แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า การเรียนรู้ที่ว่านั่นไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งที่อยู่ข้างในที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการพัฒนาเปลือกที่ห่อหุ้มตัวตนของเรา ทั้งกิเลสและความต้องการ เราอยากได้ อยากทำ เราค่อยๆ ก่อรูปเป็นร่างด้วยก้อนหิน ดิน อิฐ โดยหวังจะประกอบตัวตนให้มีสถานะที่แข็งแรง




A JOURNEY THROUGH THE STREET / Esquire Thailand - December 2015 by Pahparn Sirima


มาทำความรู้จักกับช่างภาพสาวผู้พลิกผันบทบาทจากคนเบื้องหน้า มาเป็นคนเบื้องหลังภาพถ่ายสวย ๆ กันเลย

ESQ: คุณเริ่มต้นกับวงการบันเทิง แต่ไหงมาลงเอยที่งานถ่ายภาพได้

ผ้าป่านตอนนั้นป่านยังเด็กและได้รับโอกาสที่ดีจากผู้ใหญ่ ซึ่งไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะไม่ลองหยิบฉวยโอกาสเหล่านั้นไว้ เพราะนอกจากจะให้ประสบการณ์การทำงานแล้ว ป่านว่ามันยังสอนให้เรารู้จักรับผิดชอบชีวิตในวัยเด็กของเราได้เป็นอย่างดี  จนวันหนึ่งที่เราโตขึ้นและเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ป่านก็เริ่มมาทบทวนว่างานในวงการบันเทิงมันใช่เราจริง ๆ หรือเปล่า คือก็ยอมรับเอ็นจอยกับมันนะ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของเรา

ESQ: แล้วมันไปไงมาไง

ผ้าป่านตอนนั้นเป็นช่วงที่ป่านอยากพัก เพราะทำงานติด ๆ กันเยอะมาก เลยตัดสินใจตีตั๋วไปนิวยอร์กคนเดียวหนึ่งเดือน ไปแบบไม่มีแพลน ไม่มีเพื่อน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มีแค่กล้องถ่ายรูปกับเรา ซึ่งชีวิตที่นั่นมันนิ่งและได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ ทุกวันป่านเอาแต่เดินไปเรื่อย ๆ ถ่ายรูปตามท้องถนนเก็บไว้ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทยก็ได้ทำรูปแล้วบังเอิญได้คุยกับพี่ติ้ว- วศินบุรี ซึ่งพี่ติ้วก็ได้ดูรูปและผลักดันให้เราจัดนิทรรศการภาพถ่าย โดยป่านใช้ชื่อนิทรรศการนั้นว่า “NO[W]HERE MAN” ตรงนั้นแหละที่เป็นจุดเริ่มต้นค่ะ ส่วนตอนนี้ป่านทำงานเป็น Gallery Director ที่ The Jam Factory นอกจากนี้ก็มีงานส่วนตัวคือทำภาพถ่าย

ESQ: ทำไมถึงเลือกถ่ายภาพ Street Photo (หน้าหวานๆ ของเธอดูไม่น่าจะลุยขนาดนั้น)

ผ้าป่าน:จริง ๆ ป่านชอบที่จะได้ลองทำงานหลาย ๆ แบบนะ แต่ภาพ Street Photo มันมีเสน่ห์ของมันเพราะมันคือของจริง มันไม่เคยโกหกเรา มันไม่มีการจัดฉาก มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในช่วงเวลานั้น และแน่นอนว่าถ้าเราไม่บันทึกมันเอาไว้ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปและไม่เกิดขึ้นอีก ป่านว่างาน Street Photo มันบอกความเป็นมาเป็นไปของยุคสมัยได้ดีที่สุด เหมือนถ้าเราอยากรู้ว่าคนในยุคก่อน ๆ เขามีวิถีชีวิตกันยังไง ให้กลับไปดูรูปตามท้องถนนของคนยุคนั้น ภาพพวกนั้นมันจะถ่ายทอดความเป็นแต่ละยุคได้ตรงมาก ๆ

ESQ: เอาล่ะ...พอมาถึงจุดนี้ คุณเรียกตัวเองว่าช่างภาพได้เต็มปากหรือยัง

ผ้าป่าน:คงไม่ค่ะ ป่านว่าคนที่เรียกตัวเองว่าช่างภาพได้คือเราต้องมีรายได้จากมันเป็นอาชีพ แต่ป่านมีเหตุผลที่ไม่อยากทำงานภาพถ่ายเป็นอาชีพเพราะป่านไม่อยากทำงานภาพถ่ายตามความต้องการของใคร ป่านกลัวว่าความเป็นเรามันจะเจือจางลงไปจากตัวงาน ซึ่งอันนี้มันเป็นความสุขของแต่ละคนมากกว่านะ บางคนที่ได้เอางานอดิเรกมาทำเป็นงานประจำเขาก็อาจจะมีความสุขในแบบของเขา แต่สำหรับป่าน ป่านมีความสุขที่ได้เก็บมันเอาไว้เป็นงานอดิเรกต่อไป

หลังจากเธอให้สัมภาษณ์เสร็จ เราลืมภาพพิธีกรคนเก่าไปอย่างสิ้นเชิง เธอคือหนึ่งในคนที่รักศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม และที่น่าประทับใจกว่านั้น เธอเดินออกไปตากฝนปรอย ๆ ได้อย่างไม่แยแสต่อสิ่งอื่นใด เพื่อให้ช่างภาพของเราได้เก็บภาพของเธอในแบบที่อยากเก็บได้อย่างเต็มที่


Text: Zatia
Photography: Kittipoj Tantrakulsiri
Edit: MT:P

http://www.esquire.co.th/hobby/A-JOURNEY-THROUGH-THE-STREET/338

bitter man and 'the gentle ladies' by Pahparn Sirima

BITTERMAN x THE GENTLE LADIES
/ ART EXHIBITION /

Bitterman, Bangkok, Thailand
August 31st - December 31st 2015

Artist: 
Patcha Poonpiriya
Kamolned Ruengsri
Kamonnart Ongwandee
Pahparn - Sirima Chaipreechawit
Jintanutda Lummakanon
Tongta Jitdee
Ponytail Journal


11942285_416001985274941_9074864206519982234_o.jpg

BITTERMAN x THE GENTLE LADIES

AREA
A Photo Exhibition by PAHPARN SIRIMA

Come and visit my area
at Bitterman, Bangkok, Thailand
August 31st - December 31st 2015
Opening : August 31st 2015 / 7pm.

'Subconscious' Street Photo Thailand Exhibition by Pahparn Sirima


A Group Exhibition 'Subconscious' - Street Photo Thailand SPT

at Bangkok Art and Culture Centre
August 14 - September 30 2015

Curator : Manit Sriwanichpoom

Photographer : Akkara Naktamna / Chatchai Boonyaprapatsara / Jadsada In-ake / Krerkburin Kerngburi / Noppadol Weerakitti / Pahparn Sirima Chaipreechawit / Pongsathorn Leelaprachakul /Sakulchai Sikitikul / Sarawut Taeosot / Tavepong Pratoomwong / Tipawan Gatesomboon / Vinai Dithajohn / Visit Kulsiri

Street photography is created from a profound connection between the moment of pressing the shutter and the subconscious of each individual photographer. The subconscious is not developed only from mastering the equipment and ability to assess a subjected situation, but from accumulative learning through books, films, music and art, as well as the experience of travel. All these different factors are manifested to formulate each person's underlying subconscious. 


long long yala - halabala by Pahparn Sirima

A Group Photo Exhibition
Long Long Yala - Halabala

at The Jam Factory - gallery
March 27 - April 26 2015

Opening Friday 27
7pm. onwards

 


มันจะมีกี่ครั้งที่มีคนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมา และก็ทําบางสิ่งบางอย่างที่จะทําให้ยะลาและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข 

ในปี 2558 นี้ โครงการลองล่องยะลา ครั้งที่ 2 ได้เริ่มต้นอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายไปยังป่าฮาลาบาลา การเดินทางครั้งนี้ได้เข้าไปเก็บภาพในป่าลึก ระหว่างวันที่ 22-25 มกราคม ที่ผ่านมา และคัดเลือกภาพที่ได้เหล่านั้นจํานวน 20 ภาพ เพื่อมาแสดงในนิทรรศการ

This year on 22-25 Jan, Long Long Yala 2nd project has begun. The goal is to take a photo in deep Halabala jungle. Twenty photos have been chosen to show in a group photography exhibition “Long Long Yala  : Halabaya”