Danse Macabre article in Fine Art Magazine / The art news magazine of Thailand / by Pahparn Sirima

นิทรรศการภาพถ่าย Danse Macabre เนปาลผ่านสายตา ‘ผ้าป่าน – สิริมา ไชยปรีชาวิทย์’

หากกล่าวถึงศิลปินถ่ายภาพหญิงชาวไทยรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง เชื่อว่าจะต้องมีชื่อของ ‘ผ้าป่าน – สิริมา ไชยปรีชาวิทย์’ ถูกบันทึกเอาไว้อย่างแน่นอน ด้วยฝีไม้ลายมือการถ่ายภาพแนว Street Photo ขาว-ดำอันเป็นเอกลักษณ์ และงานภาพถ่ายประเภทอื่นๆ ที่เธอสร้างสรรค์ในช่วงขวบปีหลัง ผลงานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าผ้าป่านไม่เคยหยุดพัฒนาศักยภาพด้านการถ่ายภาพ หลังจากเคยฝากชุดภาพที่ตะลุยถ่ายมหานครนิวยอร์กใน NO[W]HERE MAN นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 2556 และทิ้งช่วงไปเกือบสามปี ล่าสุดกลับมาอีกครั้งกับนิทรรศการภาพถ่ายเดี่ยวครั้งที่ 2 ภายใต้ชื่อ Danse Macabre หรือระบำตันตรา นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพประเทศเนปาลจากสายตาที่ซื่อตรงของศิลปิน ในนาทีนี้ Fine Art Magazine จะพาผู้อ่านทุกท่านไปพูดคุยเจาะลึกเกี่ยวกับนิทรรศการครั้งล่าสุดของ ผ้าป่าน – สิริมา พร้อมๆ กัน

ไฟน์อาร์ท: ที่มาที่ไปของคำว่า Danse Macabre คืออะไร

ผ้าป่าน: คำว่า Danse Macabre เป็นภาษาฝรั่งเศส ถ้าเรียกง่ายๆ คือ Dance of Death หรือ ระบำแห่งความตาย ชื่อภาษาไทยของงานแสดงเราคือระบำตันตรา ซึ่งต้องขอบคุณ อาอิ๋ง เค – สมานรัชฎ์ กาณจนะวณิชย์  ผู้ก่อตั้งแกลเลอรีนี้ร่วมกับอามานิต – มานิต ศรีวานิชภูมิ อาอิ๋งรักประเทศเนปาล จนมาเปิดแกลเลอรีนี้ก็ยังตั้งชื่อว่า Kathmandu ทีนี้พออาทั้งสองได้ดูงานของเรา อาอิ๋งก็นึกถึงคำนี้ขึ้นมา อาอิ๋งบอกว่าชุดภาพถ่ายจากเนปาลของเราให้ความหมายที่ตรงกับคำนี้อย่างเป็นอื่นไม่ได้ เราเชื่อมั่นในการจับความรู้สึกของอาอิ๋ง เพราะหลายสิบปีแล้วที่เขาเดินทางไปที่นั่นบ่อยครั้ง เรียกว่าไปเนปาลจนเป็นบ้านหลังที่สอง เขาใช้ประสบการณ์นั้นในการจับความรู้สึกบางสิ่งจากงานของเรา ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นชื่อ Danse Macabre ซึ่งเป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคเก่าแก่ ปรากฏอยู่ในภาพวาด ‘ระบำแห่งความตาย’ สื่อว่ามนุษย์เราควรเฉลิมฉลองในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพราะว่าความตายจะคืบคลานมาเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วเมื่อมันคืบคลานเข้ามา ไม่ว่าคุณจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อยแค่ไหน คุณก็จะพบกับจุดจบเดียวกัน เพราะความตายทำให้ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ถ้าอย่างนั้นเราจงเฉลิมฉลองกับทุกช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่กันเถอะ

ไฟน์อาร์ท: ทำไมจึงเลือกไปประเทศเนปาล

ผ้าป่าน: เราเลือกไปประเทศเนปาลเพราะว่าเดิมทีอยากไปประเทศอินเดีย (หัวเราะ) อินเดียเป็นประเทศนี้ที่มีเสน่ห์น่าเข้าไปทำความรู้จัก แต่เราค้นหาข้อมูลแล้วเห็นข่าวอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นกับผู้หญิงเยอะ เราเลยมองหาประเทศที่มีเสน่ห์ มีจิตวิญญาณ และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คิดว่าน่าจะเป็นประเทศเนปาลนี่แหละ

ไฟน์อาร์ท: เตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปเนปาลอย่างไร

ผ้าป่าน: ก่อนไปประเทศเนปาลเราไม่ได้ศึกษาภูมิหลังหรือเรื่องราวในอดีตสักเท่าไหร่ เพราะตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไปอยู่กับปัจจุบัน ณ ขณะตรงนั้น เพื่อเปิดประสาทสัมผัสให้เข้าใจว่าเนปาลในมุมมองของเราจะเป็นแบบไหน แล้วปล่อยให้ตัวเองเปิดรับทุกสิ่งที่เข้าไปปะทะสัมพันธ์ โดยที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าภาพที่ได้จะต้องเป็นภาพอิฐ ทำมุมตรงนี้ หรือมีเงาตกกระทบแบบไหน เราแค่ถ่ายภาพแล้วคิดว่าเนปาลสำหรับตัวเองเป็นแบบนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตัวเองมีภาพจำเกี่ยวกับภูมิหลัง หรือประวัติศาสตร์ครอบงำความคิดไปก่อน ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะติดกับนิยามที่ว่าเนปาลมีลักษณะแบบที่คนอื่นว่าตามกันมา เราคิดว่าสิ่งที่ได้เห็นจะเป็นยังไงก็จะรับมันให้ได้ทั้งหมด และเมื่อได้มองเห็นความจริงตรงหน้าก็รู้สึกอยากถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่ได้มองเห็น ซึ่งตอนที่ไปตื่นเต้นกับทุกอย่างเลย ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว เห็นถนนและรถราก็ตื่นเต้นแล้ว

ไฟน์อาร์ท: ได้เห็นอะไรในประเทศเนปาลบ้าง

ผ้าป่าน: เราได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ที่อินมากจะเป็นเรื่อง texture และสถาปัตยกรรม เราชอบนั่งมอง ชอบที่ได้เห็นและสังเกตสถาปัตยกรรมต่างๆ บ้านที่มีรูปทรงประหลาด หรืออาคารที่มีความแตกต่างออกไป ที่เนปาลเราชอบ texture ของอิฐที่มีอายุเป็นร้อยๆ ปี ยิ่งไปกว่านั้นการได้เห็นอาคารเก่าๆ ในประเทศนี้ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา อาคารสถานที่ในประเทศเนปาลมักจะมีตรอกอิฐสูงๆ เรารู้สึกเสมือนตัวเองกำลังเดินอยู่ในห้วงอดีต เพราะสถาปัตยกรรมเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนนัก วันหนึ่งถึงแม้คนเราจะตายไป แต่อิฐและอาคารบ้านเรือนเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ เวลาเดินเล่นในเนปาล เราจะรู้สึกว่าเมื่อร้อยปีก่อนเคยมีคนเดินอยู่บริเวณนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษมากๆ

ไฟน์อาร์ท: ไปเยี่ยมเยียนที่ไหนมาบ้าง

ผ้าป่าน: เราเข้าไปอยู่ที่เมือง Kathmandu ประมาณ 2-3 วัน แต่ส่วนมากใช้เวลาอยู่ที่เมือง Patan กับ Bhaktapur ซึ่งเป็นเมืองเก่า ส่วนใหญ่ตึกรามบ้านช่องจะเป็นอิฐ อย่างที่ได้เห็นในภาพถ่ายของเรา บ้านเรือนบางหลังเตี้ยมาก จนแปลกใจว่าคนเข้าไปอยู่กันได้ยังไง บางบ้านกำแพงก็ปูดออกมาเหมือนจะพังแล้ว แต่เขาอยู่แบบนั้น นอกจากสามเมืองที่ว่า อีกเมืองคือ Pokhara จุดรวมตัวของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินเขา trekking มีหลายรูทที่ขึ้นได้ เราเลือกทริประยะสั้น 5 วันเดินขึ้นยอดเขา Poon Hill เป็นการ trekking ระยะสั้นสุด สำหรับคนที่มีเวลาเยอะกว่านี้ก็สามารถวางแผนขึ้นไปได้สูงกว่านี้ อย่างทริป 11 วันขึ้นยอดเขา ABC base camp ก็เป็นเป้าหมายที่เราอยากเดินมาก

ไฟน์อาร์ท: กระบวนการทำงานนิทรรศการ Danse Macabre ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นอย่างไร

ผ้าป่าน: เราเดินทางไปถ่ายภาพประเทศเนปาลเมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว หลังจากถ่ายภาพเสร็จก็เข้าสู่กระบวนการทำภาพทั้งหมด ซึ่งใช้เวลานานหลายเดือน ผู้ชมที่มาดูอาจจะรู้สึกว่าทำไมภาพที่จัดแสดงมีจำนวนน้อย ความจริงแล้วเรามีภาพที่ทำไว้ค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยเรื่องของการคัดเลือกภาพที่เหมาะสมที่สุดมาแสดง การทำภาพแต่ละชุดต้องผ่านการตกตะกอน และการคิดกับมัน ไม่ใช่แค่ว่าพอได้ภาพมาทำเสร็จแล้วจบตรงนั้นเลย เมื่อทำภาพเสร็จเราก็เอามานำเสนอกับทางแกลเลอรี เมื่อตกลงแสดงงาน อามานิตก็เข้ามาช่วย curate พัฒนาไอเดียต่อเพื่อการเล่าเรื่องที่สมบูรณ์ ตัวเราดูแลในส่วนของการจัดการด้านภาพถ่ายเองทั้งหมด ทั้งเลือกภาพ เลือกกระดาษ ปริ้นท์ภาพ ติดตั้งผลงาน และก็ยังมีส่วนของการออกแบบสูจิบัตรและจัดทำโปสการ์ดที่เราได้ทีมดีไซน์จาก DUCTSTORE พี่หมู – นนทวัฒน์ เจริญชาศรี ช่วยดูแลส่วนนี้ให้

ไฟน์อาร์ท: อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพและแสดงภาพมีอะไรบ้าง 

ผ้าป่าน: กล้องที่ใช้ถ่ายภาพเป็นกล้องดิจิตอลตัวเล็กๆ ตัวเดียวกับเลนส์ 2 ตัว เราเลือกพิมพ์ภาพออกมาและจัดแสดงโดยไม่ใส่เฟรม เพราะคิดว่าเข้ากับการแสดงงานที่แกลเลอรี Kathmandu ซึ่งมักจะโชว์ภาพโดยไม่มีกระจกมากั้น สำหรับตัวเราเองมันทำให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับงานมากขึ้นด้วย ทั้งยังสามารถเห็นรายละเอียดของโทนภาพที่ได้ และช่วยแก้ปัญหาที่หลายครั้งภาพถ่ายที่แสดงจะมีเงาสะท้อนรบกวนสายตา ก็เลยเลือกโชว์เปลือยไปเลย ไม่ต้องใส่เฟรม ไม่ต้องมีกระจก ให้ผู้ชมเข้าใกล้ภาพเราได้มากที่สุด

ไฟน์อาร์ท: ตั้งใจเลือกแกลเลอรี Kathmandu ให้สอดคล้องกับชุดภาพจากประเทศเนปาลหรือเปล่า

ผ้าป่าน: เราไม่ได้ตั้งใจและไม่ได้คาดหวังว่าจะได้นำมาแสดงที่แกลเลอรี Kathmandu เลย ช่วงที่เราทำภาพเสร็จ เราก็อยากรู้ว่าจะมี feedback กับงานในมุมมองไหนบ้าง ตอนแรกที่เอางานมาให้อามานิตและอาอิ๋งดู เราไม่กล้าถามด้วยซ้ำว่างานเราจะมีโอกาสได้แสดงที่นี่ไหม แต่ปรากฏว่าพอได้ดูภาพกัน อาอิ๋งก็ชอบผลงานชุดนี้แล้วเอ่ยปากชวนเรามาแสดง ซึ่งจังหวะมันลงตัวมาก เพราะเป็นช่วงครบรอบ 1 ปีที่เราเดินทางไปเนปาลพอดี เราก็โอเคเลย ดีใจมาก ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้เลือกตั้งแต่แรกว่าจะต้องไปถ่ายรูปที่เนปาลแล้วต้องกลับมาจัดแสดงที่นี่ มันเป็นเรื่องของจังหวะมากกว่า แต่ที่สำคัญมากคือบรรยากาศของแกลเลอรีนี้ทำให้คนที่เดินเข้ามารู้สึกราวกับว่าได้ไปเยือนเนปาล แม้กระทั่งสีห้องน้ำที่อยู่ข้างล่าง ผนังหรือบนดาดฟ้า ต้นไม้ที่ปลูก ภาพวาดข้างบน ส่วนประกอบของอิฐและปูน เรายังรู้สึกเลยว่าเหมือนอยู่ที่เนปาล เพราะมวลบรรยากาศทั้งหมดเหมือนที่นั่นมาก ซึ่งลงตัวกับเรื่องราวที่เรากำลังบอกเล่าพอดี

ไฟน์อาร์ท: นิทรรศการครั้งนี้ ใครเป็น Curator และมีวิธีการ Curate ผลงานอย่างไร

ผ้าป่าน: Kathmandu Photo Gallery เป็นแกลเลอรีที่นำเสนอผลงานภาพถ่ายโดยตรง ด้วยความที่เจ้าของทั้งสองท่านเป็นศิลปิน อามานิตเองก็เป็นช่างภาพที่ทุกคนยอมรับนับถือ ลักษณะการคัดเลือกงานของเขาก็จะมีมุมมองของการเป็นช่างภาพอยู่สูง นิทรรศการนี้จึงเป็นการทำงานร่วมกับทางแกลเลอรี เราถ่ายรูปในมุมมองของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อนำงานมาแสดงที่นี้ ก็กลายเป็นการ collaborate ร่วมกันกับทางแกลเลอรี โดยเรานำเอาภาพที่ถ่ายมาบอกเล่าถึงมุมมองและความรู้สึกที่มีต่อผลงานตัวเอง เพื่อแชร์กับอามานิตย์และอาอิ๋งอย่างละเอียด ทั้งสองท่านก็จะสะท้อนว่ามีมุมมองยังไงกับภาพชุดนี้ แล้วก็จะช่วยกันเล่าเรื่องไปด้วย ชื่อนิทรรศการก็เลยได้มาจากอาอิ๋ง เจ้าของไอเดียที่นำสองภาพมาชนกัน เราก็ขอยกเครดิตให้กับอามานิต เพราะเขาพยายามนำเสนอมุมมองของเราออกมาให้เฉียบคมที่สุด ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มานั่งคุยกันว่าตอนไปเนปาล ตัวเองรู้สึกยังไงเวลาเดินถ่ายภาพ ซึ่งสำหรับเราเองรู้สึกถึงเรื่องมิติและช่วงเวลา มิติเวลาของที่นั่นไม่ได้เปลี่ยนผ่านมากนัก เรากำลังเดินเหยียบย่ำไปบนสถานที่อายุหลายร้อยปี มันรู้สึกมหัศจรรย์ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในสถานที่เดิม สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คือโครงสร้างอันเก่าแก่ของเมือง และจิตวิญญาณของบรรพบุรุษที่เสมือนยังคงอยู่ในสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น กลายเป็นมรดกตกทอดที่มีชีวิต เราเป็นเพียงคนนอกที่ผ่านเข้าไปเยือน และหยิบมาบันทึกไว้ด้วยมุมมองของคนยุคปัจจุบัน ก็ได้เล่าประเด็นนี้ให้อามานิตฟัง เขารู้สึกว่าเรื่องที่เล่าควรเอารูปมาต่อกัน ให้เป็นการลวงมิติของช่วงเวลาได้ ภาพที่เลือกมาจึงไม่ได้ต่อเนื่องกัน แต่ Mood และ Tone ของแต่ละเฟรมจะใกล้เคียงกัน

ไฟน์อาร์ท: วิธีการจัดวางภาพถ่ายในนิทรรศการ Danse Macabre

ผ้าป่าน: วิธีการจัดวางถ่ายในนิทรรศการครั้งนี้ จะแบ่งผนังเป็นสองฝั่ง ซึ่งฝั่งหนึ่งเป็นภาพสีขาวดำ อีกฝั่งเป็นภาพสี สาเหตุที่มีภาพขาวดำเพราะเรารักภาพขาวดำมากๆ แต่สำหรับบางภาพสีสันมันจะจับและสร้างความรู้สึกได้มากกว่า เรารู้สึกว่าตัวเองควรจริงใจกับงาน ภาพไหนที่ไม่ได้เห็นเป็นขาวดำตั้งแต่ต้นเราก็จะไม่บิดเบือนผลงานของเรา การแสดงครั้งนี้เลยมีทั้งภาพถ่ายขาวดำและภาพสี

ไฟน์อาร์ท: ทำไมภาพปราศจากแคปชั่น

ผ้าป่าน: ตั้งแต่ถ่ายภาพมาเราไม่เคยตั้งชื่อภาพเลย เพราะเราคิดว่าผลงานไม่จำเป็นต้องมีชื่อมากำกับ การตั้งชื่อภาพหรือแคปชั่นก็มีข้อดีอยู่ แต่เราไม่ได้เลือกทำแบบนั้น เราคิดว่าการดูภาพแล้วก็ตีความด้วยประสบการณ์ร่วมของตัวเองน่าจะสนุกกว่าการที่มานั่งอ่านแคปชั่น เพื่อที่จะอธิบายว่าเราจะสื่อสารอะไร เราอยากให้คนดูไหลไปกับความคิดของเขาอย่างเป็นอิสระ เพราะศิลปินไม่ได้มีอำนาจในการชี้นำใครขนาดนั้น แค่อยากแบ่งปันประสบการณ์ทั้งหมด แล้วผู้ชมสามารถนำไปสอดคล้องกับประสบการณ์ส่วนไหนของเขาก็ได้ เราไม่ได้มีหน้าที่บอกว่าเขาต้องเข้าใจแบบไหน ในภาพเดียวกัน บางคนอาจจะเห็นแล้วกลัว บางคนอาจตลก หรืออาจเศร้า มันมาจากพื้นฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน สมมติว่ามีภาพหนึ่งที่เราตั้งใจว่ามันดูน่ากลัวมาก แต่คนดูกลับตลกแล้วเราจะบังคับเขาได้ยังไง

ไฟน์อาร์ท: เกิดจังหวะที่น่าประทับใจในภาพถ่ายได้อย่างไร

ผ้าป่าน: สำหรับจังหวะที่ลงตัวหรือที่คนบอกว่าน่าประทับใจ จริงๆ เราต้องรออย่างใจจดใจจ่อ วิธีการนี้มาพร้อมกับการถ่ายภาพแบบ street ช่างถ่ายภาพ street บางท่าน เขาจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแล้วก็เก็บภาพนั้นทันที หรือบิดและทำมุมให้เกิดเรื่องราวต่างๆ แต่หลักๆ เลย พอเจอสถานที่ต้องตา ก็จะเฟรมองค์ประกอบที่รู้สึกว่าสมบูรณ์ในแบบที่ต้องการถ่ายทอด เราก็จะรอให้บางสิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เลือก เพราะจะรู้แล้วว่าอยากให้สิ่งใดเกิดขึ้นตรงไหน จากนั้นก็รอให้เกิดขึ้นตามที่ใจหวัง ด้วยการสะกดจิตคนแถวนั้น จงเดินมา… จงเดินมา… ดูเหมือนมีเวทมนต์สุดฤทธิ์เลย แต่จริงๆ ไม่มีนะ (หัวเราะ) เพราะแค่รอเท่านั้นเอง รอเป็นชั่วโมงก็มี แต่เราโชคดีประมาณหนึ่ง อาจมีบ้างที่อกหักในวันนี้ แล้วกลับมาในวันถัดไป แต่ก็ไม่เคยรอทั้งวัน เราคิดว่ามันเป็นการวิเคราะห์และคาดคะเนเหตุการณ์ แล้วสิ่งได้รับก็จะเซอร์ไพรซ์ตลอด การถ่ายภาพตรงนี้ทำให้ได้อะไรหลายอย่างมาก

ไฟน์อาร์ท: จังหวะการถ่ายภาพในประเทศเนปาลครั้งนี้ มีภาพไหนที่น่าเซอไพรซ์บ้าง

ผ้าป่าน: ภาพนกตรงนั้น (ชี้ไปที่ภาพนก) เป็นบ่อน้ำที่ต้องเดินลงไปตรงกลาง ซึ่งบ่อน้ำนั้นไม่มีใครใช้แล้ว เป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน ตรง Durbar Square จะมีบันไดไล่ระดับเดินลึกลงไปเรื่อยๆ แล้วสามารถลงไปตักน้ำได้ ซึ่งตอนนั้นน้ำมันเหือดแห้ง ไม่มีใครลงไปรองน้ำได้แล้ว แต่เรากลับชอบมาก เพราะเดินลงไปแล้วมองเห็นเงาตกกระทบ เห็นแสงที่สาดมาตรงบันได เส้นสายตรงนั้นทั้งหมด ก็เลยเฟรมเป็นภาพที่จะถ่าย จากนั้นคิดในใจว่าอยากได้ภาพคนเดินลงมาสักหนึ่งคน แต่บ้าเหรอ… ใครจะลงมา มีแค่เรานี่แหละที่เดินลงมา ก็เลยรออยู่แล้วคิดว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง สุดท้ายจึงคิดว่าไม่น่าจะมีคนเดินลงมาแล้วล่ะ เราเลยคิดว่าสิ่งต่อไปที่มันจะเกิดขึ้นได้คืออะไรบ้าง จากนั้นนกก็บินเข้ามาในเฟรม กลายเป็นคำตอบให้ภาพ เฮ้ย! แสดงว่า subject ที่มาเติมเต็มพื้นที่ให้สมบูรณ์ก็คือนกไง

ไฟน์อาร์ท: ช่วงเวลาประทับใจจากการเดินทางไปเนปาล

ผ้าป่าน: เราประทับใจในเหตุการณ์น่ารักๆ อย่างภาพสีที่เราถ่ายโรงเรียนมา เกิดจากการเดินไปเจอโรงเรียน แล้วเขาคงคิดว่าเราเป็นเด็ก เลยเนียนไปกับกลุ่มเด็กๆ ซะเลย ตอนที่เข้าไปในโรงเรียนเขาต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งทริปนี้ได้เข้าไปประมาณ 2 – 3 โรงเรียน เขาเชิญชวนให้เข้าไปเดินในโรงเรียนด้วยนะ แล้วพอดีว่าวันนั้นเป็นพิธี Holy Dayเขานำสีมาแต้มที่หน้าผากให้เรา แล้วอวยพรให้เกิดสิ่งดีๆ ให้แก่กัน แล้วที่แปลกใจคือมีครู ซึ่งเหมือนเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่พาเราเดินเข้าทุกห้องออกทุกชั้น เพื่อให้ไปแนะนำตัวว่า Hi everyone, I’m from Thailand. Hi, I’m a photographer from Thailand. แล้วทุกคนก็จะเอาสีมาแต้ม ก็แปลกใจมากว่าทำไมได้รับเกียรตินี้ล่ะ แล้วยังมีอีกโรงเรียนหนึ่งที่เราเนียนไปกับเขา บังเอิญว่าวันนั้นเดินผ่านแล้วได้ยินเสียงคนเล่นกีฬากันอยู่ เลยลองชะโงกหน้าเข้าไปดู ปรากฏว่าเป็นวันกีฬาสี ทุกคนเฮโลกันมาก แล้วคนในนั้นก็เชิญให้เราไปนั่ง ซึ่งก็เลยนั่งเนียนไปกับเด็กๆ จนหลุดไปอยู่ในนั้นเป็นเวลาครึ่งวัน ได้ไปนั่งเชียร์เด็กๆ อย่างสนุกสนาน แต่ก็มาคิด เดี๋ยวนะ! ฉันมาทำอะไรที่นี่ รู้สึกสนุกมาก นอกจากจะเข้าไปทำความรู้จักน้องๆ เรายังซื้อขนมปังและคุกกี้ไปเลี้ยงเด็กๆ ซึ่งทุกคนก็ดีใจกันมาก สุดท้ายก่อนลากันก็ได้ถ่ายรูปรวม มันเป็นเป็นบรรยากาศที่น่ารักของคนที่นั่น เขาเป็นมิตรและพร้อมให้ทุกคนก้าวเข้าไปทำความรู้จัก

ไฟน์อาร์ท: มีเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในทริปไหม

ผ้าป่าน: จะว่าเรื่องแปลกก็ไม่ค่อยใช้ เราขอเล่าเรื่องตอนอาบน้ำดีกว่า คือน้ำไม่ไหล! ถือเป็นความทรมาณที่สุดของทริปเนปาลเลย เพราะอากาศหนาวมาก ช่วงที่เราไปอยู่ที่ Bhaktapur ซึ่งเป็นเมืองเก่า ปกติเราไม่ค่อยนอนโรงแรม แต่จะนอนตามที่พักที่เดินหากันได้เดี๋ยวนั้น ซึ่งก็พักกันแบบราคาถูกๆ สภาพห้องเปล่าๆ มีเตียงแข็งๆ ต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งแต่ละชั้นมีอยู่สามห้อง ตอนที่เราไปอาบน้ำสระผม พักหนึ่งน้ำดันไม่ไหล ซึ่งมันจำเป็นต้องอาบน้ำร้อนเพราะอากาศหนาวมากๆ แค่โดนน้ำมือยังสั่นไม่หยุดเลย แต่กลายเป็นว่าระหว่างที่อาบนั้น น้ำก็เริ่มไหลเบาลงเรื่อยๆ ในขณะที่ฟองยาสระผมบนหัวเรายังไม่หมดเลย สักพัก….น้ำมันก็หยุดไหลสนิท เราเลยพยายามไปเปิดก๊อกน้ำด้านนอก เพื่อเอาน้ำมาล้างหัว เราต้องรอเพื่อที่จะใช้มือรองน้ำเอามาล้างตัวทีละหน พอมันหมดสายตาเราก็หันไปเห็นที่ฉีดก้น แต่ก็คิดว่าไม่นะ ฉันทำแบบนั้นไม่ได้ ยอมทนหนาวแบบนั้น จนกระทั่งเพื่อนส่งเอาน้ำขวดมาให้ล้างตัว เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในระยะเวลาประมาณ 20 นาที แต่เรารู้สึกเหมือน 2 ชั่วโมง ออกมาไข้เกือบขึ้น สั่นไปทั้งตัว

ไฟน์อาร์ท: สไตล์การถ่ายภาพในปัจจุบันเกิดจากองค์ประกอบอะไรบ้าง

ผ้าป่าน: สไตล์ที่เราถ่ายภาพในปัจจุบัน เรามีความสนใจที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงอยู่บ้าง เพราะเราชอบเรื่องแสง เงา และ Composition ของสิ่งต่างๆ  ซึ่งเกิดจากการซึมซับสิ่งที่ได้ดูก่อน เราชอบภาพถ่ายประเภทนี้จากการได้ดูหนังสือภาพต่างๆ ช่วงแรกที่เริ่มดูจะเป็นงาน street ยุค 50-60 หลายคนเรียกกันว่ายุคคลาสสิก ซึ่งบันทึกภาพช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในยุคนั้น สิ่งที่เรารู้สึกว่ามีเสน่ห์มากคือเมื่อช่วงเวลาเปลี่ยนไป ประเพณี วัฒนธรรม การแต่งกาย อาหารการกิน วิถีการใช้ชีวิต ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงหมด ซึ่ง ณ ช่วงที่เขาบันทึกไว้ตัวภาพอาจไม่ได้มีคุณค่าเท่าในปัจจุบัน มันอาจไม่น่ากรี๊ด แต่เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี แล้วรถราแบบเก่าๆ หายไป รถม้าหายไป การแต่งกายที่สวมหมวกทรงสูงหายไป แต่หลักฐานทั้งหมดจะยังคงถูกบันทึกไว้ด้วยภาพถ่าย ซึ่งนี่เป็นสเน่ห์ของภาพถ่ายแนว street เพราะภาพบันทึกสิ่งที่เป็นจริงในช่วงเวลานั้นๆ นึกออกไหม…ถ้าคนต้องการถ่ายภาพแฟชั่นยุค 50 โอเค เราสามารถเซตให้มันเกิดขึ้น แต่มันไม่ใช่ของจริง

ไฟน์อาร์ท: อยากฝากอะไรถึงผู้อ่าน

ผ้าป่าน: อยากฝากนิทรรศการระบำตันตรา จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2559 แกลเลอรี Kathmandu เปิดวันอังคาร – เสาร์ เวลาตั้งแต่ 11 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น ป่านพยายามจะเข้าไปที่แกลลอรีทุกวันเสาร์ การได้แชร์เรื่องราวร่วมกับผู้มาชมน่าจะเรียกได้ว่าเป็นกำไรของการจัดงานแสดงนิทรรศการนะ

Text. ปวรพล รุ่งรจนา

Photo. อนวัชร ดีนอก